Saturday, June 7, 2008

เรื่องเล่าสนุก ๆ ของ "การรถไฟแห่งประเทศไทย"

เมื่อเดือนที่แล้ว ช่วงที่ราคาข้าวพุ่งขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ จนเกิดความแตกตื่นว่าจะเกิดปัญหาต่อผู้มีฐานะยากจน ผู้เขียนก็นั่งฟังวิทยุรายการข่าวไปเรื่อย ๆ เพื่อจับประเด็นมาวิพากษ์วิจารณ์ตามประสาคนปากหมาและมือหมา (พิมพ์คีย์บอร์ดเขียนบล็อก) เลยได้ฟังคำบอกเล่าของผู้วิจารณ์ข่าวท่านหนึ่ง โดยเริ่มต้นจากเรื่องราคาข้าว ผู้วิจารณ์ข่าวท่านนี้บอกว่า ถ้าแกยังทำนาอยู่ตอนนี้แกรวยไปแล้วเพราะราคาข้าวสูงมาก ตอนเด็ก ๆ บ้านแกอยู่จังหวัดเชียงราย ประกอบอาชีพด้วยการทำนา แล้วก็เล่าต่อไปถึงวิธีการทำนาของคนภาคเหนือว่าไม่เหมือนคนภาคกลาง เพราะนาของภาคเหนือไม่ได้อยู่ล้อมหมู่บ้านแบบนาของภาคกลาง แต่อยู่ไกลออกไปจากหมู่บ้าน และด้วยสภาพภูมิศาสตร์ของภาคเหนือที่เป็นภูเขาเสียส่วนใหญ่ ทำให้ต้องขี่ช้างไปทำนา บ้านแกมีช้างอยู่ ๒ เชือก แต่ตายเพราะถูกงูเห่ากัด ไอ้เรื่องการทำนายังไม่น่าสนใจเท่ากันเรื่องที่แกเล่าต่อว่า ครอบครัวของแกเลิกทำนาตั้งแต่แกยังเรียนมัธยมอยู่ ก็เพราะการรถไฟแห่งประเทศไทยเวนคืนที่นาของครอบครัวแก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเอาไปทำทางรถไฟผ่านไปยังประเทศจีน ที่ขำที่สุดคือ แกต้องเลิกทำนาเพราะที่นาถูกเวนคืนไปทำทางรถไฟตั้งแต่แกยังเป็นเด็ก ตอนนี้แกอายุห้าสิบกว่า ทางรถไฟที่วางแผนไว้ก็ยังไม่ได้สร้าง ที่ดินก็เวนคืนมาตั้งสามสิบกว่าปีแล้ว ผู้วิจารณ์ข่าวท่านนี้ยังสำทับต่อไปอีกว่า แกไม่เชื่อน้ำยาของไอ้โครงการทางรถไฟรางคู่ที่วาดฝันกันอยู่ตอนนี้หรอก เพราะประสบการณ์โดยตรงของแกบอกว่า ต้องรอจนถึงวันที่เปิดใช้งานนั่นแหละ จึงจะเชื่อถือได้ว่าโครงการเหล่านั้นเป็นจริง

เมื่อเอาความคิดของท่านผู้วิจารณ์ท่านนั้นมาพิจารณาต่อก็มองเห็นสัจธรรมแห่งหน่วยงานภาครัฐของประเทศไทย ว่านโยบาย แผนงาน และโครงการต่าง ๆ ที่ออกมามักจะไม่เป็นไปตามที่ประกาศให้ประชาชนและเอกชนนำไปเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตและธุรกิจของเขา ก็เพราะนโยบาย แผนงาน และโครงการเหล่านั้นถูกวาดฝันขึ้นมาเพื่อเป็นการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ไม่ได้มาจากการกำหนดวิสัยทัศน์อย่างมีเหตุมีผลและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและกระแสโลก ทำให้นโยบาย แผนงาน และโครงการของภาครัฐต้องถูกปรับเปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ใครเข้ามามีอำนาจก็กำหนดนโยบาย แผนงานและโครงการของตนเอง ลองคิดดูว่า ถ้านโยบาย แผนงาน และโครงการอยู่บนหลักเหตุและผล และถูกคิดโดยเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง ไม่ว่าใครเข้ามาเป็นรัฐบาล เขาก็ต้องสานต่อนโยบาย แผนงาน และโครงการนั้นต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ถ้านโยบาย แผนงานและโครงการอยู่บนหลักการทางการเมือง เมื่อการเมืองเปลี่ยนขั้ว มันก็ต้องเปลี่ยนตาม

และพอคิดต่อไปว่า เราจะมีนโยบาย แผนงาน และโครงการที่อยู่หลักแห่งประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนได้หรือเปล่า คำตอบก็คือปลงเสียดีกว่า ไม่ใช่เพราะนักการเมืองไม่ดีเพียงด้านเดียว แต่ประชาชนของเราก็เลือกตั้งโดยคิดแต่ผลประโยชน์ส่วนตัว ว่า "ฉัน" (ในฐานะส่วนบุคคล) จะได้ประโยชน์อะไร ไม่ได้คิดว่า "ฉัน" ในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง จะได้ประโยชน์อะไรจากการเลือกตั้ง