Thursday, July 31, 2008

ข้อความที่คมและสวยงาม

ตอนที่ผู้เขียนยังเรียนหนังสืออยู่ในระดับมหาวิทยาลัย วิชาที่ผู้เขียนชื่นชอบคือวิชากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพของผู้เขียน เนื่องจากภาษากฎหมายเป็นภาษาที่สวยงาม (แม้ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษ แต่ก็ยังสวยงามสำหรับคนต่างชาติอย่างผู้เขียน) ตรงไปตรงมา และต้องอ้างอิงเหตุและผลที่นำมาสู่การพิพากษา เมื่อเรียนจบ ผู้เขียนไม่คิดว่าจะได้มานั่งติดตามอ่านคำพิพากษาอีกครั้ง และวันนี้ผู้เขียนก็ได้กลับมาพบความสวยงามของภาษากฎหมายอีกครั้ง จึงนำมาบันทึกไว้ในบล็อก

"จำเลยทั้งสามเป็นผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะกระทำผิดฐานให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีอากร จำเลยที่ 2 เป็นภริยาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับผู้บริหารประเทศ จำเลยทั้งสามจึงนอกจากมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตนเยี่ยงพลเมืองดีทั่ว ๆ ไปแล้ว ยังควรดำรงตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีสมฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมด้วย แต่จำเลยทั้งสามกลับร่วมกันกระทำการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร อันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ไม่เป็นธรรมต่อสังคมและระบบภาษี ทั้ง ๆ ที่จำนวนภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระตามกฎหมายและจำเลยที่ 2 จะเป็นผู้ชำระแทนในที่สุดนั้น เทียบไม่ได้กับจำนวนทรัพย์สินที่จำเลยที่ 2 และครอบครัวมีอยู่ในขณะนั้น การที่จำเลยที่ 1 จะชำระภาษีอากรไปตามกฎหมายเช่นพลเมืองดีทุกคน จึงมิได้มีผลกระทำต่อฐานะของจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามจึงร้ายแรง"

ท่านผู้อ่านคงทราบว่าเป็นคำพิพากษาในคดีอะไร อยากจะย้ำไว้อีกครั้งว่า ผู้เขียนมิได้นำคำพิพากษานี้มาบันทึกไว้โดยมีวาระซ่อนเร้น (Hidden Agenda) ทางการเมืองแต่อย่างใด แต่นำมาบันทึกไว้ด้วยความประทับใจในความงดงามของคำพูดและการอ้างอิงเหตุและผลทางกฎหมายอย่างแท้จริง

Monday, July 14, 2008

ช่วยคนพิการให้สะดวกขึ้นหรือให้ตายเร็วขึ้นกันแน่

ในยุคปัจจุบันคนพิการมีสิทธิมากขึ้นกว่าในอดีต เพราะสังคมพิจารณาว่าคนพิการเป็นกำลังสำคัญแรงหนึ่งในสังคม เขามีความสามารถในการผลิตเพื่อส่วนรวม ไม่เหมือนกับในอดีตที่คิดว่าคนพิการไม่มีประโยชน์อะไร เป็นภาระให้กับสังคมต่างหาก ด้วยแนวความคิดที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้เกิดการกระทำหลายประการเพื่อให้คนพิการสามารถดำเนินชีวิตควบคู่ไปกับคนปกติได้อย่างเท่าเทียม เช่น การออกกฎหมายสิทธิคนพิการ การให้มีทางลาดเพื่อให้รถเข็นคนพิการสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างสะดวก เป็นต้น แต่มาตรการเหล่านี้บางครั้งเหมือนกับทำแบบขอไปที ทำอย่างเสียไม่ได้ สักแต่ว่าให้มีเท่านั้น


วันนี้ผู้เขียนขับรถผ่านไปบริเวณถนนนราธิวาสราชนครินทร์ ก็เลยได้รูปข้างบนนี้มาฝาก เป็นสถานีรถ BTS นราธิวาส ซึ่งพยายามออกแบบสถานีให้เอื้ออำนวยต่อคนพิการ ผู้สูงอายุ และผู้มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนที่ ก็เลยจัดให้มีลิฟต์เอาไว้ให้คนเหล่านั้นขึั้นลงไปยังสถานีได้อย่างสะดวก แต่เนื่องจากไม่มีที่จะติดตั้งลิฟต์ ทางเท้าด้านข้างก็แคบไม่รู้จะเอาไว้ไหนได้ ก็เลยเอามันไว้กลางถนนนี่แหละ คนพิการจะขึ้น-ลงจากลิฟต์ตัวนี้ก็ต้องข้ามถนนเสี่ยงตายมาใช้ลิฟต์ เอาน่า เขามีทางลาดด้านข้างให้ขึ้นลงจากระดับพื้นผิวการจราจรได้ง่ายแล้วนะ ยังจะมาเรียกร้องอะไรอีก มีลิฟต์ให้ก็เป็นบุญเป็นคุณอย่างที่สุดแล้วหละ

ห้ามจอดรถแต่ไม่ห้ามวางป้าย

การห้ามจอดรถบนถนนเป็นกฎจราจรอย่างหนึ่ง ที่มีไว้เพื่อปกป้องพื้นผิวการจราจรไว้สำหรับการสัญจรเท่านั้น ซึ่งมีทั้งการห้ามจอดตลอดเวลาหรืออาจห้ามจอดบางเวลาตามแต่ช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ช่องทางจราจร ซึ่งมาตรการดังกล่าวมักจะใช้กับถนนสายสำคัญต่าง ๆ และมักจะมีมาตรการอย่างอื่น ๆ มาสนับสนุนให้เกิดการสัญจรอย่างสะดวกด้วย เช่น การให้เดินรถทางเดียว อย่างถนนข้างสถานีรถไฟหัวลำโพง


ถนนข้างสถานีรถไฟหัวลำโพงเป็นเส้นทางที่เชื่อมไปยังถนนบรรทัดทอง ถูกจัดให้มีการเดินรถทางเดียวเนื่องจากเป็นถนนแคบ มีแค่สามช่องจราจรและมีปริมาณการสัญจรมาก จึงได้มีการใช้มาตรการห้ามจอดรถ ดังที่จะเห็นป้ายห้ามจอดอยู่บนทางเท้าด้านขวามือ แต่ห้ามได้เฉพาะรถเท่านั้น ไม่สามารถห้ามร้านค้าบริเวณนั้นมาตั้งป้ายโฆษณาได้ ดังนั้น พื้นผิวการจราจรที่ควรจะได้มาใช้สำหรับการเดินรถก็ไม่ได้มาตามวัตถุประสงค์ของมาตรการห้ามจอด จริง ๆ แล้วป้ายโฆษณาของร้านค้าไม่ได้ต้องการโฆษณาหรอก เพียงแต่เอามาวางไว้เพื่อกันที่จอดรถของร้านไว้เท่านั้น ตรงนี้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาประจำอยู่เสมอเนื่องจากต้องมาอำนวยความสะดวกด้านการจราจรในชั่วโมงเร่งด่วน แต่ไม่รู้ว่ามีธนบัตรชนิดใดมาบังตา ตำรวจจราจรไม่เคยเห็นป้ายนี้ว่ามันกีดขวางการจราจรแต่อย่างใด

Sunday, July 13, 2008

เรื่องที่ "เห็นด้วย" และ "ไม่เห็นด้วย" กับท่านนายกสมัคร

โดยปกติแล้ว ผู้เขียนมักจะไม่ค่อยคิดและเขียนอะไรเกี่ยวกับ "การเมือง" มากนัก เพราะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัวเหลือเกิน พูดตรง ๆ ว่าเวลารับทราบข่าวการเมืองแล้วเหมือนกับได้ดู "เหี้ยกัดกัน" ต่างฝ่ายต่างก็มุ่งหาผลประโยชน์ใส่ตนเอง โดยเอาประชาชนมาบังหน้า เวลาอ้างถึงความชอบธรรมว่าประชาชนสนับสนุนฝ่ายตนก็ไปนับญาติกับเขาว่าเป็น "พี่น้องประชาชน" แต่ถ้าไม่เห็นด้วยกับฝ่ายตนก็ด่าอย่างสาดเสียเทเสีย ความเห็นของตนเองถูกต้องที่สุดในโลก

เมื่อเช้าดันไปนั่งอยู่ในวงสนทนาที่เขาเปิดรายการของท่านนายกสมัคร ที่ออกมาบ่นนู่นบ่นนี่ทุกเช้าวันอาทิตย์ นั่งฟังอยู่นานก็เกิดความคิดต่อเนื่องจากข้อบรรยายของท่านมากที่เดียว มีทั้งที่ "เห็นด้วย" และ "ไม่เห็นด้วย" กับท่าน จึงขอหาญกล้าเอาข้อคิดของท่านมาวิพากษ์ต่อไปอีก

เริ่มจากข้อที่ผู้เขียน "เห็นด้วย" กับท่าน จะว่าเห็นด้วยก็คงไม่ถนัดนัก เพียงแค่จับประเด็นบางอย่างของท่านมาแล้วเกิดความคิดต่อยอดเสียมากกว่า ท่านพูดเรื่องสมัยรัชกาลที่ ๕ ที่พยายามพัฒนาประเทศตามอย่างตะวันตก ด้วยแนวความคิดที่จะแสดงให้โลกรับรู้ว่าประเทศไทยทันสมัยเทียบเท่ากับประเทศเจ้าอาณานิคมต่าง ๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อปกป้องประเทศจากการล่าอาณานิคม ประเทศไทยในสมัยนั้นจึงมีอะไรหลาย ๆ อย่างเทียบเท่าและทัดเทียมกับประเทศมหาอำนาจต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการ (เฉพาะในเมืองหลวงเท่านั้น) รวมไปถึงการแต่งกายของข้าราชการ ท่านนายกกล่าวถึงคำว่า "รอยัลพาเท้นต์" ซึ่งแผลงมาเป็น "ชุดราชปะแตน" ซึ่งก่อนหน้านั้นข้าราชการไทยไม่มี "เครื่องแบบ" ก็เลยสร้างเครื่องแบบรวมไปถึงเหรียญตราต่าง ๆ ให้เหมือนกับประเทศมหาอำนาจ กุศโลบายดังกล่าวก็เพื่อปกป้องตนเองจากการรุกรานเป็นสำคัญ ผู้เขียนก็เลยคิดต่อไปว่า ต่อจากนั้นมา "เครื่องแบบ" ก็กลายเป็นส่วนประกอบของวัฒนธรรมไทย เริ่มต้นจากข้าราชการและลามไปจนถึงทุกภาคส่วนของสังคม ทั้งเด็กและผู้ใหญ่

แต่วันนี้ ประเทศมหาอำนาจต่าง ๆ ที่เคยคิดว่า "เครื่องแบบ" คือเครื่องแสดง authority แบบต่าง ๆ ตามแต่ประเภทของเครื่องแบบ ได้เปลี่ยนวิธีคิดไปแล้ว "เครื่องแบบ" แทบไม่มีความหมายอีกต่อไปในประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่เข้าให้ความสำคัญกับ "หน้าที่และความรับผิดชอบ" ซึ่งควรติดตัวอยู่กับทุกอาชีพมากกว่ากระพี้ในรูปแบบของเสื้อผ้า อีกทั้งเครื่องแบบยังนำไปสู่การใช้อำนาจหน้าที่อย่างผิดประเภทอีกด้วย (หาหลักฐานได้มากมายจากบทความอื่น ๆ ในบล็อกนี้) นั่นหมายความว่า "เครื่องแบบ" ที่เคยเป็นสัญญลักษณ์แห่งความเจริญ กลับกลายเป็นสัญญลักษณ์แห่งความเสื่อมเสียแล้ว แต่ประเทศไทยยังคงยึดมั่นถือมั่นกับ "เครื่องแบบ" โดยแอบอ้างว่าเป็นสิ่งของ "พระราชทาน" โดยไม่ได้คิดว่าบริบทของสถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว

ส่วนเรื่องที่ไม่เห็นด้วย คือเรื่อง "การแก้ไขรัฐธรรมนูญ" โดยเฉพาะเรื่องการยุบพรรค ท่านนายกฯ ได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับบริษัทว่า ถ้าหุ้นส่วนคนหนึ่งทำผิดแล้วต้องปิดบริษัท หุ้นส่วนคนอื่น ๆ ก็ซวยไปด้วย รวมถึงพนักงานก็ต้องตกงานตามไปอีก เกิดความเสียหายต่อสังคมโดยรวม ซึ่งผู้เขียนไม่เห็นด้วยอย่างจัง โดยอ้างถึงคำพิพากษาตอนที่ยุบพรรคไทยรักไทย ที่จำเลยได้พยายามยกเหตุผลมาคัดค้านว่า "กรรมการบริหารพรรคสองท่านทำผิดในฐานะส่วนตัว" แต่ศาลให้เหตุผลชัดเจนว่า "แม้ว่าจะทำผิดเป็นการส่วนตัว แต่พรรคได้ประโยชน์ ดังนั้นจึงต้องยุบพรรค" ซึ่งเป็นเรื่องถูกต้อง เพราะสังคมคาดหวังว่าผู้ที่รับตำแหน่งเป็นกรรมการบริหารพรรคย่อมต้องมีความรับผิดชอบและจริยธรรมสูง แล้วพวกเขาก็มาจากการเลือกตั้งของสมาชิกพรรค และสิ่งที่พวกเขาทำทุจริต พรรคก็ได้ประโยชน์โดยรวม ไม่ใช่เขาได้ประโยชน์เพียงคนเดียว ดังนั้น การยุบพรรคก็เป็นเรื่องที่ถูกที่ควรแล้ว อย่ามาอ้างนู่นอ้างนี่เลย และจะมาบอกว่าเขาทำเองพรรคไม่รู้เรื่องก็คงฟังไม่ขึ้น เพราะวิถีของพรรคการเมืองไทย มีใครจะลงทุนตัวเองให้พรรคได้ประโยชน์แล้วไม่ทวงบุญคุณหรือ และก่อนที่เขาจะลงทุน เขาก็ต้องคุยกันก่อนเพื่อจัดลำดับและพื้นที่ในการลงทุนให้เหมาะสม กรรมการบริหารพรรคคนอื่น ๆ จะไม่รู้จริง ๆ หรือ

และยิ่งเป็นกรณีที่มีการแข่งกันกันอย่างสูสีระหว่างสองพรรค ตัดสินกันว่าใครจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านกันด้วยจำนวนสส.ที่ชนะกันไม่กี่คน พรรคคู่แข่งทั้งสองก็ต้องทำทุกอย่างที่จะชนะอีกฝ่ายหนึ่งให้ได้ และยิ่งการแจกใบเหลืองใบแดงต้องใช้เวลานานกว่าจะประกาศกันออกมากได้ (เพื่อความยุติธรรมต่อผู้ถูกกล่าวหา) จึงมีแนวโน้มสูงที่จะซื้อเสียงให้ชนะไปก่อน ให้มีจำนวนสส.ชนะอีกฝ่ายหนึ่งแล้วชิงจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ก่อน แล้วไปวัดดวงเอาว่าจะโดนใบแดงหรือเปล่า ใบเหลืองเขาไม่กลัวหรอก เพราะมีสิทธิ์ลงเลือกตั้งใหม่และถ้าเป็นพรรครัฐบาลแล้วก็มีอำนาจรัฐอยู่ในมือ มีโอกาสชนะสูงมาก

เขียนจนจบก็เหนื่อย กลับมานั่งคิดว่า จะต้องมาเหนื่อยเขียนเรื่องพวกนี้อยู่ทำไม เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า เพราะอย่างไรก็คงไม่มีอะไรดีขึ้น ตอนเด็ก ๆ ผู้เขียนยังมีทัศนคติที่ดี เคยนึกด่าผู้ใหญ่ต่าง ๆ ว่าทำไมไม่ช่วยกันทำความดีคนละไม้คนละมือ ก็จะเอาชนะนักการเมืองไม่ดีได้ พอมาเป็นผู้ใหญ่เองแล้ว ตัวเองก็ย้อนกลับไปเข้าสู่วงจรอุบาทว์แบบนั้นอีก ตอนนี้เด็ก ๆ คงนึกด่าเราอยู่ในใจว่า ทำไมจึงไม่ทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ประเทศดีขึ้น ส่วนเราก็นึกในใจว่า ไว้เอ็งเป็นผู้ใหญ่อย่างข้า เอ็งก็จะปลงอย่างข้าเหมือนกันแหละวะ

จะดูสายพันธ์ม้าลายได้ตรงไหน

ความรู้ที่ได้จากสวนสัตว์เขาดินคือ ป้ายอธิบายที่กรงของม้าลาย ที่กล่าวถึงการแยกสายพันธ์ม้าลายซึ่งมีอยู่ทั้งหมดสามสายพันธ์ ซึ่งแต่ละพันธ์จะมีรูปแบบของลายแตกต่างกัน แต่จะดูที่ตัวของม้าลายคงดูยาก เพราะลวดลายจะไม่แตกต่างกันนัก บริเวณที่จะดูได้ชัดเจนที่สุดคือบั้นท้ายหรือตูดของม้าลายนั่นเอง


เรื่องนี้ทำให้หวนกลับไปนึกถึงประโยคทองของการ์ตูนเรื่องมาดากัสก้า ที่ม้าลายกล่าวว่า "ฉันเองก็ยังไม่รู้เลยว่า ฉันมีสีขาวลายดำ หรือสีดำลายขาวกันแน่"

เหตุเกิดที่สวนสัตว์

ผู้เขียนไม่ได้ไปเที่ยวสวนสัตว์ดุสิต (เขาดินวนา) มาไม่ต่ำกว่าสิบปี เนื่องจากไม่ว่างบ้าง คิดเอาเองว่าโตเกินกว่าที่จะไปเที่ยวสวนสัตว์บ้าง แล้วแต่จะแก้ตัวไปต่าง ๆ นานา ในที่สุดก็ได้โอกาสกลับไปอีกครั้งหนึ่งเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว พบว่ามีการพัฒนาไปอย่างน่าสนใจ เริ่มเข้าไปสู่ความเป็น Theme Park คือมีการจัดแสดงต่าง ๆ เพื่อดึงดูดนักทัศนาจร ทั้งการแสดงของสัตว์ในสวนสัตว์เองและโชว์จากต่างประเทศ ฟังดูเหมือนว่าองค์การสวนสัตว์เองก็กำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่พอเข้าไปดูสัตว์เข้าจริง ๆ กลับพบอะไรที่แปลก ๆ อยู่เหมือนเดิม



ภาพเหล่านี้อยู่ในส่วนของ "สัตว์เลื้อยคลาน" ซึ่งเต่าและตะพาบน้ำก็จัดอยู่ในกลุ่มพวกนี้ด้วย มีเต่าหลายสิบประเภทอยู่กันอย่างแออัดในบ่อคอนกรีตซึ่งแยกตามประเภทของมัน และแต่ละบ่อก็จะมีเหรียญบาทกระจายอยู่เต็มไปหมด ทั้งในบ่อน้ำและบนตัวของเต่าและตะพาบน้ำเอง ซึ่งนักทัศนาจรโยนลงไปด้วยความเชื่อว่าจะทำให้มีอายุยืนและสุขภาพดี ตามทัศนคติทางสังคมที่มีต่อสัตว์ประเภทเต่าและตะพาบน้ำ แต่เหรียญเหล่านี้จะเป็นอันตรายต่อสัตว์หรือเปล่า มันคงไม่กินเข้าไปหรอก แต่สารเคมีที่ติดมากับการผลิตเหรียญและการที่ผ่านมือการใช้จากที่ต่าง ๆ มาไม่รู้กี่ร้อยรอยคงไม่ดีต่อคุณภาพน้ำและสุขภาพของสัตว์นัก ผู้ดูแลสวนสัตว์คงไม่เดือดร้อนแถมยังยินดีด้วยซ้ำเพราะได้เงินเพิ่ม เท่าที่ดูด้วยสายตารวมทุกบ่อเต่าแล้วน่าจะเฉียดพันบาทได้ ผู้เขียนไม่ได้คัดค้านความเชื่อของคนไทย แต่นี่เป็นความเชื่อที่ทำร้ายสัตว์ แถมยังทำในสวนสัตว์ที่ควรจะมีการดูแลสัตว์อย่างดีเพื่อให้เป็นแหล่งศึกษาและอนุรักษ์สัตว์เสียอีกด้วย ซึ่งปรากฏการณ์อย่างนี้อยู่คู่กับสวนสัตว์เขาดินมาเป็นเวลานาน ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าใด องค์การสวนสัตว์จะพัฒนาไปแค่ไหน แต่ค่านิยมและระดับของจิตใจของคนไทยยังคงเหมือนเดิม และยังคงคิดว่าสัตว์มีหน้าที่รองรับความต้องการของมนุษย์อยู่ดี ไม่ว่าจะเป็นด้านการเป็นอาหาร การเป็นสัตว์เลี้ยง หรือการเลี้ยงให้คงอยู่เพื่อความเชื่ออย่างที่เห็นในภาพ

Saturday, July 12, 2008

ข้าราชการควรเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับประชาชน

เขียนมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ถึงการปฏิบัติตนของเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่ควรจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับประชาชน แต่ในความเป็นจริงกลับทำไม่ดีให้ประชาชนเขาด่าให้เสียอีก ปรากฏการณ์ที่เจ้าหน้าที่ของภาครัฐทำตัวมีอภิสิทธิ์เหนือกฎหมายดูเหมือนเป็นเรื่องปกติสำหรับประเทศไทย เพราะทำกันทุกระดับตั้งแต่เจ้าหน้าที่ระดับล่างจนถึงรัฐมนตรี กลายเป็นว่า "มือใครยาว สาวได้สาวเอา" ทัศนคติดังกล่าวฝังลึกลงไปในกมลสันดานของคนไทย ข้าราชการเป็นพวกที่มีทั้งอภิสิทธิ์ชน การเป็นพรรคเป็นพวกกันโดยไม่สนใจว่าจะถูกจะผิดอย่างไร ตัวอย่างเช่น ภาพด้านล่างนี้


ผู้เขียนเพิ่งพบเหตุการณ์นี้เมื่อบ่ายวันนี้เอง ขณะที่กำลังรอรถไฟผ่านไปอยู่ ก็มีรถจักรยานยนต์หลายคันแซงขึ้นมาจอดรอ ผู้ขับขี่บางคันก็สวมหมวกนิรภัย บางคันก็ไม่ได้สวม แล้วคันสุดท้ายก็มาถึง ผู้ขับขี่ไม่สวมหมวกนิรภัย และเป็นจักรยานยนต์ที่มีทะเบียนตราโล่ สัญญลักษณ์ของรถเจ้าหน้าที่ตำรวจ นี่ไม่รู้ผิดกี่ข้อหา ทั้งไม่สวมหมวกนิรภัยขณะขับขี่ ทั้งนำรถราชการไปใช้ในเรื่องส่วนตัว จะว่ากำลังปฏิบัติการนอกเครื่องแบบก็คงไม่ใช่ หรือจะบอกว่าปฏิบัติราชการนอกเครื่องแบบอยู่ก็ไม่มีเหตุผลให้ยกเว้นการสวมหมวกนิรภัย ถ้าผู้ขับขี่จักรยานยนต์ผู้ใดมาเห็นบล็อกนี้เข้า ช่วย print รูปนี้ติดรถไว้ ถ้าโดนตำรวจจับข้อหาไม่สวมหมวกนิรภัยเมื่อไหร่ ก็ช่วยบอกให้ไปจับคนในภาพนี้ด้วยแล้วกัน ไม่อย่างนั้นจะโดนข้อหาเลือกปฏิบัติได้ด้วย

พักผ่อนกันบ้าง

อันนี้ไม่มีอะไร เห็นว่าเรื่องต่าง ๆ ที่ผ่านมามีแต่เรื่องซีเรียส ทั้งในบล็อกและทั้งการต่อสู้กันทางการเมืองในประเทศไทย ก็เลยเอาภาพของแมวน้ำในสวนสัตว์อูเอโนะ ประเทศญี่ปุ่น มาให้ดู พวกเขานอนพักหลังจากแสดงโชว์การให้อาหารจนอิ่มเต็มที่แล้ว

เซียมซีแบบญี่ปุ่น

ดูเหมือนว่าศาสนาพุทธกับการเสี่ยงเซียมซีเป็นของคู่กัน เพราะศาสนาและศาสนสถานคือที่พึ่งทางจิตใจ ซึ่งเป็นเรื่องของนามธรรมไม่ได้เป็นรูปธรรมแบบเรื่องทางโลก ดังนั้น ผู้คนจึงใช้วัดเป็นที่พึ่งทางใจ ทั้งเพื่อฟื้นฟูตนเองจากสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต และเพื่อสร้างกำลังใจให้กับการรองรับเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การเสี่ยงเซียมซีจึงเป็นวิธีหนึ่งที่จะทำนายอนาคตว่าจะมีทิศทางเป็นอย่างไร จะได้เตรียมตัวเตรียมใจล่วงหน้า "วัด" จึงมีหน้าที่จัดบริการเรื่องดังกล่าวไว้ให้พร้อม อย่างเช่นวัดในประทเศญี่ปุ่นก็จะมีบริการดังกล่าวเช่นกัน


อุปกรณ์ประกอบการเสี่ยงเซียมซีจะวางอยู่รวมกันที่เดียว คือ มีทั้งกล่องใส่เซียมซีที่มีติ้วอยู่ข้างใน และตู้ลิ้นชักที่จะมีคำทำนายตามรหัสของติ้ว แท่นของตู้ที่วางกระบอกใส่เซียมซีก็จะเป็นที่เก็บสตางค์ค่าใบเซ๊ยมซี โดยเป็นช่องให้หยอดสตางค์ได้ ราคาหนึ่งร้อยเยน จะให้หรือไม่ให้คงไม่มีใครมาว่า


กล่องใส่เซ๊ยมซีจะไม่เหมือนของบ้านเราที่เป็นกระบอก เห็นเซียมซีหมดทุกอัน แต่ของญี่ปุ่นจะเป็นกล่องโลหะรูปหกเหลี่ยมปิดหมด ยกเว้นรูที่จะให้ติ้วหล่นออกมาได้เท่านั้น


เมื่ออ่านคำทำนายจากในเซียมซีแล้ว คนญี่ปุ่นจะไม่เอาใบเซียมซีออกจากวัด แต่จะเอาไปผูกไว้ที่ราวที่วัดจัดเตรียมไว้ให้


หลังจากที่ดูเขาเสี่ยงเซียมซีกันไปแล้ว ก็ให้หวนกลับไปคิดถึงปรัชญาแห่งการอยากรู้อนาคต สงสัยเหมือนกันว่ามีใครจะเชื่อการทำนายจากใบเซียมซีอย่างเอาเป็นเอาตายหรือเปล่า จะมีการจัดลำดับความแม่นยำของเซียมซีไหมว่าวัดไหนขลังที่สุด ผู้เขียนเคยอ่านใบเซียมซีของบ้านเรามาบ้าง ส่วนใหญ่เป็นคำกลอน แต่ละคนก็แปลกันไปต่าง ๆ นานาตามแต่พื้นฐานชีวิตของพวกเขา ถ้ามีศรัทธามากก็จะตีความให้ตรงกับตัวเองเสมอ แต่ถ้าไม่ศรัทธาก็จะตีความอีกแบบหนึ่งหรือเปล่า??

เจอต้นตอแห่งผ้าถักคลุมเบาะรถยนต์แล้ว

ผู้เขียนเห็นมาตั้งแต่เด็ก ๆ ว่ารถยนต์ในประเทศไทยมักจะมีผ้าถักลายลูกไม้มาคลุมเบาะเอาไว้ ตอนเด็ก ๆ ผ้าลูกไม้คลุมเบาะได้รับความนิยมสูงมาก แต่มาในปัจจุบัน ใครทำกลายเป็นเชย เป็นรถคุณป้า ก็เลยให้เกิดความสงสัยว่า เราไปเอาวัฒนธรรมการคลุมเบาะด้วยผ้าถักลายลูกไม้มาจากไหน


แล้วผู้เขียนก็ไปพบที่ประเทศญี่ปุ่น มีอยู่ในรถแท็กซึ่ทุกคัน ย้ำว่าทุกคันที่ผู้เขียนพบเห็น ไม่มีคันไหนเลยที่จะไม่มีผ้าคลุมเบาะลูกไม้ถัก คนไทยที่เคยค้าขายกับญี่ปุ่นมาหลายสิบปีบอกว่า เมื่อก่อนจะได้รับของขวัญจากคนญ๊่ปุ่นเป็นผ้าคลุมเบาะลูกไม้ถักทั้งชุด ให้เป็นของขวัญมาพร้อมกับการออกรถใหม่เลยหละ น่าคิดต่อจากนั้นว่า คนที่ยังใช้ผ้าคลุมเบาะแบบนี้ในปัจจุบัน จะรู้ไหมว่าเขาเอาวิธีแบบนี้มาจากญ๊่ปุ่น

วิถีญี่ปุ่น

ผู้เขียนโชคดีที่ได้ไปถึงญี่ปุ่นพอดีตอนเช้าวันธรรมดา ก็เลยเห็นวิถีของเขาในช่วงเช้า จะพบผู้คนในชุดทำงานเดินกันอย่างรวดเร็วเต็มทางเท้าไปหมด แม้แต่คนพิการที่ถือไม้เท้าก็ยังเดินเร็ว คนพิการนั่งรถเข็นก็ยังเข็นรถตัวเองเร็ว มีคนพิการประเภทเดียวที่ยังเคลื่อนที่ช้า ก็คือคนตาบอด สังเกตได้ว่าผู้ชายส่วนใหญ่จะใส่สูทสีเข้มไปทำงาน ซึ่งก็คงเป็นพวกพนักงานสำนักงาน ก็ให้เกิดความสงสัยว่า แล้วพวกที่มีเครื่องแบบทำงานที่ไม่ใช่สูท เช่น พนักงานเสริฟ พนักงานโรงแรม พ่อครัว ที่ต้องมีชุดทำงานที่ไม่ใช่สูทสีเข้ม คนกลุ่มนี้เขาใส่ชุดอะไรไปทำงาน เพราะไม่เห็นคนสวมชุดพวกนี้เดินอยู่บนถนนเลย


ตามประสาคนขี้สงสัย ก็เลยถามเพื่อนที่อยู่ญี่ปุ่นนานพอที่จะรู้วัฒนธรรมของเขาเป็นอย่างดี ได้คำตอบที่น่าทึ่งว่า ทุกคนไม่ว่าจะต้องใส่ชุดเฉพาะทำงาน จะเดินทางไปทำงานด้วยสูทสีเข้มเสมอ แล้วไปเปลี่ยนชุดปฏิบัติงานที่ล็อกเกอร์ของบริษัท เพราะเมื่อเข้าสู่ตลาดงาน ทุกคนต้องมีวิถีแบบเดียวกัน และที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ บริษัทจะห้ามใส่ชุดบริษัทนอกที่ทำงานโดยเด็ดขาด เนื่องจากวิถีของญี่ปุ่น พนักงานทุกคนคือสัญญลักษณ์ของบริษัท ดังนั้น ถ้าคุณไปทำอะไรไม่ดีที่ไหน จะมีผลเสียมาถึงบริษัทด้วย แม้แต่การพูดคุยกันของพนักงานบริษัทเดียวกัน แต่คุยกันในที่สาธารณะ เช่นบนรถไฟใต้ดิน จะมีรหัสที่กล่าวถึงบริษัทตนเอง โดยไม่ออกชื่อให้คนอื่นรับรู้ได้ และรหัสนั้นจะรู้กันเฉพาะคนในบริษัทเท่านั้น นี่คือวิถีแห่งการสร้างและรักษาภาพพจน์ของบริษัทที่น่าสนใจ และถ่ายทอดมาจากวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นอย่างแท้จริง

Saturday, June 28, 2008

สุวรรณภูมิเมื่อยามฝนตก

ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ สนามบินแห่งความภาคภูมิใจของคนไทยและรัฐบาลท่านทักษิณ เปิดให้บริการเมื่อปี ๒๕๔๙ ก็นับเป็นสนามบินที่เป็นศูนย์กลางทางการบินขนาดใหญ่ที่ยังใหม่อยู่มาก สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ก็น่าจะยังอยู่ในสภาพดี แต่ก็เป็นเพียงการคาดหวังเท่านั้น




ผู้เขียนเกิดโชคดีไปสนามบินแห่งความภาคภูมิใจนี้ในวันที่ฝนตก ก็เลยได้ไปพบสามภาพด้านบนนี้ เหตุเกิดบริเวณสะพานเชื่อมระหว่างที่จอดรถกับอาคารผู้โดยสาร ที่เห็นเงาสะท้อนบนพื้น ไม่ใช่เพราะพื้นได้รับการดูแลอย่างดีจนมันเป็นเงา แต่เป็นเงาสะท้อนที่เกิดจากน้ำท่วมขัง เพราะฝนสาดจากด้านข้างและฝนรั่วมาจากรอยต่อของตัวอาคารจอดรถกับหลังคาของสะพานเชื่อมอาคาร ผู้โดยสารก็ต้องเดินหลบกันเอาเอง ผู้เขียนไม่ได้คิดไปไกลว่าจะซ่อมได้อย่างไร แต่คิดย้อนกลับว่า ผลงานอย่างนี้ผู้ตรวจรับงานให้ผ่านมาได้อย่างไร เพราแค่สามปีนับจากวันเปิดใช้งานก็มีปัญหาเสียแล้ว และปัญหานี้ไม่ใช่เกิดเพราะอุบัติเหตุหรือเหตุสุดวิสัย แต่เป็นสิ่งที่ถ้าตรวจสอบอย่างถูกหลักวิชาการก็ต้องพบข้อบกพร่องอยู่แล้ว

Tuesday, June 24, 2008

ตกลงเปิดวันไหนบ้าง

สถานการค้าการบริการต่าง ๆ ก็มักจะมีการติดป้ายบอกเวลาเปิดและปิดเอาไว้ เพื่อให้ลูกค้าได้ทราบว่าจะมาใช้บริการในเวลาใดได้บ้าง ซึ่งประเด็นที่มักจะต้องพิจารณาในการทำป้ายอยู่เสมอก็คือ ควรจะบอกเวลา "เปิดทำการ" หรือ "ปิดทำการ" กันแน่ที่จะสามารถสื่อสารกับลูกค้าได้ดีที่สุด นั่นหมายความว่าต้องตอบคำถามว่า ลูกค้าอยากรู้ว่า "ฉันจะมาได้เวลาไหน" หรือ "ฉันจะไม่ต้องมาเวลาไหน" แต่การคิดแบบนี้บางทีแล้วซับซ้อนมาก บางที่ก็เลยติดมันทั้งเวลาเปิดและเวลาปิดไปเสียเลย แต่ก็จะดูแปลก ๆ เช่นหน้าประตูศาลาว่าการจังหวัดแห่งหนึ่ง มีป้ายว่า "เปิด ๐๖.๐๐ - ๑๘.๐๐ น. ปิด ๑๘.๐๐ - ๐๖.๐๐ น." ไอ้แบบนี้บอกเวลาเปิดหรือปิดเพียงอย่างเดียวก็ได้



ผู้เขียนพบป้ายบอกเวลาปิดทำการของธนาคารแลกเงินแห่งนี้ที่จังหวัดเพชรบุรี ตอนแรกก็ไม่เห็นว่าจะแปลกประหลาดอะไร แค่ติดป้ายบอกเวลาปิดทำการไว้ เพื่อให้ลูกค้ารับทราบว่าจะไม่ต้องมาเวลาไหน แต่พออ่านรายละเอียดตามภาพด้านล่างเข้า ก็เกิดความรู้สึกแปลก ๆ เพราะเขาเขียนว่า "Open Daily Except Wednesday-Thursday and Holiday" นั่นหมายความว่า "เปิดทุกวัน ยกเว้นวันพุธ พฤหัสบดี และวันหยุด" แสดงว่ามันเปิดทำการแค่วันจันทร์ อังคาร และศุกร์เท่านั้น คือเปิดแค่สามวันจากเจ็ดวัน แล้วดันขึ้นต้นว่า Open Daily ซึ่งหมายถึงเปิดทุกวัน แล้วทำไมไม่ทำป้ายว่า เปิดวันจันทร์ อังคาร และศุกร์ ไปซะเลยล่ะ จะบอกว่า Holiday แปลว่าวันหยุดทางราชการก็คงไม่ใช่ เพราะถ้าเป็นวันหยุดพิเศษของราชการ เช่น วันเฉลิมพระชนม์พรรษา วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา จะใช้คำว่า public holiday ไม่ใช่ holiday เฉย ๆ น่าสนใจกระบวนการคิดของคนทำป้ายนี้มากมาก

คู่มือเล่นหวย

จากที่เคยเขียนมาแล้วในหลายบทความก่อนหน้านี้ว่า การเล่นหวยในประเทศไทยควรได้รับการยกระดับให้เป็นอาชีพอย่างถูกต้อง มีเกียรติ ศักดิ์ และสิทธิ์ เทียบเคียบกับวิชาชีพือื่น ๆ เพราะมีการใช้ความพยายามและความเพียรในการเล่นหวยอย่างมาก ผิดกับประเทศอื่น ๆ ที่เล่นหวยไปตามเรื่องตามราว ไม่ได้มีการลงแรงมากนัก เพียงเข้าไปในร้านสะดวกซื้อแล้วก็ซื้อเลขชุดหกหรือเจ็ดตัว ก็เป็นอันเสร็จพิธี แต่สำหรับนักเล่นหวยไทยแล้วมีกระบวนการมากมาย พยายามยกระดับให้การเล่นหวยเป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง


นอกจากกระบวนการคิดที่พยายามเอาเหตุและผลมาคาดการณ์ตัวเลขแล้ว ก็ยังมีการใช้หลักการทางไสยศาสตร์มาประกอบอีกด้วย ถึงขั้นมีการทำหนังสือเพื่อแนะนำแหล่งขอหวย อย่างที่ผู้เขียนถ่ายภาพมาฝาก ในภาพเป็นเล่มสอง หมายความว่าได้มีการรวบรวมสถานที่สำหรับขอหวยไว้ถึงสองร้อยแห่งซึ่งส่วนใหญ่เป็นอนุสาวรีย์ รูปปั้น หรือพวกศพไม่เน่าเปื่อยตามวัดต่าง ๆ และในเล่มได้บอกถึงประวัติความเป็นมา ความศักดิ์สิทธิ์ของแต่ละสถานที่ การสัมภาษณ์ผู้ที่ถูกหวยจากการขอหวยในสถานที่นั้น ๆ บางสถานที่จะมีบทสวดเพื่อขอหวย ของที่เจ้าชอบเพื่อจะได้บนบานศาลกล่าวได้อย่างถูกต้อง และมีตำแหน่งที่ตั้ง (เสียดายไม่มีแผนที่) และหมายเลขโทรศัพท์เพื่อติดต่อสถานที่นั้น ๆ ลองคิดดูว่า การทำหนังสือก็คงต้องมีการสำรวจตลาดมาบ้างหละ ว่าทำออกมาแล้วมีวี่แววว่าจะขายได้ การออกมาถึงสองเล่มแสดงถึงความสำเร็จของหนังสืออย่างชัดเจน ของอย่างนี้คนไทยถนัดนัก ไอ้การที่จะได้เงินมากโดยลงทุนน้อย รอโชคชะตาฟ้ามาโปรด ถ้ายังไม่ได้รับการโปรดสัตว์ก็จะโทษตัวเองว่าไม่มีบุญ (เจ้าไม่เคยผิด) และถ้าได้รับการโปรดสัตว์เมื่อไหร่ ก็จะใช้เงินหมดอย่างรวดเร็ว แล้วก็กลับมานั่งรอโชคชะตาต่อไป ช่างเป็นพฤติกรรมที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจและเป็นประโยชน์กับประเทศชาติยิ่งนัก

Saturday, June 7, 2008

เคล็ดลับแห่งการประสบความสำเร็จในชีวิต

คราวก่อนเคยเขียนคำแนะนำในการดำเนินชีวิตของ สตีฟ จ็อบส์ เจ้าของบริษัทแม็คอินทอช คราวนี้ก็เลยเอาแนวทางของคนไทยที่ประสบความสำเร็จมาเล่าให้ฟังบ้าง คนนี้ไม่ได้ร่ำรวยอะไรมากมาย ไม่ได้เป็นเจ้าของเครือข่ายโทรศัพท์มือถือที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ไม่ได้มีเงินเจ็ดหมื่นล้านบาท ไม่ได้เป็นเจ้าของทีมฟุตบอลในพรีเมียร์ลีก ไม่ได้ฝันจะเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วเป็นฝ่ายค้านมาเกือบสิบปีแล้ว และไม่ได้เป็นอื่น ๆ อีกมาก แต่ก็มีชีวิตที่ดีในระดับหนึ่ง งานหลักของเขาคือเป็นที่ปรึกษาแบบฟรีแลนซ์ แต่เป็นฟรีแลนซ์ที่ไม่ต้องวิ่งหางาน มีแต่งานวิ่งมาหาจนต้องปิดโทรศัพท์มือถือเมื่ออยู่บ้าน มีรายได้เป็นเลขหกหลักกลาง ๆ ต่อเดือน มีเวลาไปพักผ่อนหย่อนใจอย่างที่ตนเองอยากทำ (แม้ว่าจะไปพักที่ไหนต้องเลือกโรงแรมที่มี Internet Access ได้ด้วยเพื่อจะติดต่องานได้ตลอดก็ตาม) เขาแนะนำแนวทางในการดำเนินชีวิตอยู่ ๒ ข้อได้แก่

๑. ห้ามปฏิเสธนัดหมายหรือข้อเสนอใด ๆ ทั้งสิ้น ในความหมายของเขาคือ มีงานอะไรมาหรือมีนัดหมายขอให้ทำอะไร ต้องบอกว่าได้เอาไว้ก่อน แล้วถ้าจะปฏฺิเสธก็เป็นเพราะว่า คนที่ใหญ่กว่าหรือสำคัญกว่าคนที่นัดครั้งแรกมาขอนัดหมายซ้อน เช่น ถ้าผู้ว่าราชการจังหวัดขอนัดหมายก็ต้องตอบว่าได้ แล้วถ้าจะปฏิเสธก็ต่อเมื่อคนที่ใหญ๋กว่าผู้ว่าฯ เช่น สส. หรือ รัฐมนตรี มาขอนัดซ้อนในเวลาเดียวกัน (แต่ต้องเป็นจริงตามนั้น ห้ามโกหกอย่างเด็ดขาด) วิธีการดังกล่าวจะทำให้ผู้ที่ถูกปฏิเสธนัดหมายไม่โกรธเรา เพราะมีความจำเป็นกว่าจริง ๆ หลักการง่าย ๆ ก็คือ ถ้าจะปฏิเสธไม่ทำอะไร ไม่ใช่เป็นเพราะตัวเราเองไม่ทำ แต่เป็นเพราะปัจจัยภายนอกที่ทำให้เราไม่สามารถตอบสนองความต้องการของเขาได้ และต้องเป็นปัจจัยภายนอกที่มีอำนาจมากกว่าหรือมีความสำคัญกว่าคนหรือประเด็นที่เราปฏฺิเสธ อีกทั้งยังเป็นการประกาศโดยทางอ้อมว่างานอื่น ๆ ที่ฉันทำน่ะ สำคัญกว่างานที่คุณให้ฉันทำนะ แต่ฉันก็ทำให้ ส่งผลให้เขามีอำนาจในการต่อรองมากขึ้นด้วย

๒. จงทำงานให้มากกว่าเงินเดือน คือ เมื่อรับงานมาแล้วอย่าไปสนใจว่าได้ผลตอบแทนมากน้อยแค่ไหน แล้วดันไปเอาผลตอบแทนนั้นมาเป็นเกณฑ์ในการทุ่มเทกับงาน งานไหนได้น้อยก็ทุ่มเทหรือทำน้อย งานไหนได้มาก็ทุ่มเทหรือทำงานมาก แนวความคิดนี้เป็นแนวความคิดแบบฆ่าตัวตาย คุณจะได้งานจากผู้ว่าจ้างคนนั้นแค่ชิ้นเดียวเท่านั้นแล้วจะไม่ได้อีกต่อไปเลย เพราะสันดานของคนไทยชอบได้ของที่เกินกว่าราคาที่จ่ายไปเสมอ ลองนึกว่าถึงตัวผู้อ่านเอง เวลาจะตัดสินใจซื้ออะไร ก็จะเลือกสิ่งที่คิดว่าได้ผลตอบแทนมากกว่าเงินที่จ่ายไปเสมอ นี่เป็นหลักจิตวิทยาง่าย ๆ ใครก็อยากเลือกจ้างคนที่ทำงานมากกว่าเงินที่เขาจ่ายไปทั้งนั้น และจะเป็น word of mouth บอกต่อกันไปสู่กลุ่มผู้ว่าจ้างว่าจ้างคนไหนแล้วคุ้มค่าคุ้มราคา ก็จะได้งานตามมาอีก และเมื่อได้งานมากขึ้น ข้อเสนอด้านรายได้ก็จะปรับเข้าสู่ระดับมาตรฐานเอง ฟรีแลนซ์รายนี้บอกว่า จะได้เงินน้อยอยู่ในช่วงแรก ๆ เท่านั้นแหละ พอมีการบอกต่อกันไป งานที่ได้ก็มากขึ้น และข้อเสนอผลตอบแทนก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เพราะการเสนองานแต่ละครั้ง ก็จะมีการบอกเล่าถึงผลงานที่เคยทำมาก่อนหน้านี้เสมอ เมื่อเคยทำงานมามากผู้ว่าจ้างก็ไม่กล้าเสนอราคาต่ำ จนตอนนี้ฟรีแลนซ์คนนี้คิดว่ารายได้มาตรฐานต่อชิ้นของเขามากเกินไปเสียด้วยซ้ำ บางครั้งเขาคิดว่าทำงานหนักแค่ไหนก็ยังไม่คุ้มผลตอบแทนเลย เพราะได้รับข้อเสนอสูงมาก

แนวทางสองข้อที่นำมาจากฟรีแลนซ์คนนี้ดูน่าสนใจกว่าของสตีฟ จ็อบส์ เพราะเป็นแนวความคิดของคนไทย ที่พัฒนามาจากกรอบของสังคมไทยจริง ๆ และเขาขมวดท้ายเอาไว้ว่า ความจริงแล้วตลาดงานในประเทศไทยขาด "ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน" เป็นอย่างมาก คนไทยที่บอกว่าตนเองเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนู้นด้านนี้ก็เป็นเพียงแค่เป็ดตัวหนึ่ง ที่ทำได้ทุกอย่างแต่ทำได้ไม่ดีสักอย่าง เป็ดบางตัวอาจจะขันได้เพราะกว่าเป็ดตัวอื่น แต่ก็ไปได้แค่สุดกรอบของเป็ดเท่านั้น ไม่ได้ขันได้เพราะอย่างนกเขา แถมระบบการศึกษาของไทยก็เน้นกับการผลิตเป็ดเสียเหลือเกิน แม้แต่การเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย ที่แบ่งเป็นคณะต่าง ๆ เพื่อความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ก็มุ่งสอนแบบกว้าง ๆ ให้ความสำคัญกับการรู้นอกสาขามากกว่าความรู้เชิงลึกในสาขาของตน ด้วยผลดังกล่าว ฟรีแลนซ์คนนี้จึงได้งานมากมายเพราะสุดท้ายแล้วงานต่าง ๆ ไม่ได้ต้องการเป็ด แต่ต้องการผู้ที่รู้ลึกจริง ๆ เท่านั้น

เรื่องเล่าสนุก ๆ ของ "การรถไฟแห่งประเทศไทย"

เมื่อเดือนที่แล้ว ช่วงที่ราคาข้าวพุ่งขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ จนเกิดความแตกตื่นว่าจะเกิดปัญหาต่อผู้มีฐานะยากจน ผู้เขียนก็นั่งฟังวิทยุรายการข่าวไปเรื่อย ๆ เพื่อจับประเด็นมาวิพากษ์วิจารณ์ตามประสาคนปากหมาและมือหมา (พิมพ์คีย์บอร์ดเขียนบล็อก) เลยได้ฟังคำบอกเล่าของผู้วิจารณ์ข่าวท่านหนึ่ง โดยเริ่มต้นจากเรื่องราคาข้าว ผู้วิจารณ์ข่าวท่านนี้บอกว่า ถ้าแกยังทำนาอยู่ตอนนี้แกรวยไปแล้วเพราะราคาข้าวสูงมาก ตอนเด็ก ๆ บ้านแกอยู่จังหวัดเชียงราย ประกอบอาชีพด้วยการทำนา แล้วก็เล่าต่อไปถึงวิธีการทำนาของคนภาคเหนือว่าไม่เหมือนคนภาคกลาง เพราะนาของภาคเหนือไม่ได้อยู่ล้อมหมู่บ้านแบบนาของภาคกลาง แต่อยู่ไกลออกไปจากหมู่บ้าน และด้วยสภาพภูมิศาสตร์ของภาคเหนือที่เป็นภูเขาเสียส่วนใหญ่ ทำให้ต้องขี่ช้างไปทำนา บ้านแกมีช้างอยู่ ๒ เชือก แต่ตายเพราะถูกงูเห่ากัด ไอ้เรื่องการทำนายังไม่น่าสนใจเท่ากันเรื่องที่แกเล่าต่อว่า ครอบครัวของแกเลิกทำนาตั้งแต่แกยังเรียนมัธยมอยู่ ก็เพราะการรถไฟแห่งประเทศไทยเวนคืนที่นาของครอบครัวแก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเอาไปทำทางรถไฟผ่านไปยังประเทศจีน ที่ขำที่สุดคือ แกต้องเลิกทำนาเพราะที่นาถูกเวนคืนไปทำทางรถไฟตั้งแต่แกยังเป็นเด็ก ตอนนี้แกอายุห้าสิบกว่า ทางรถไฟที่วางแผนไว้ก็ยังไม่ได้สร้าง ที่ดินก็เวนคืนมาตั้งสามสิบกว่าปีแล้ว ผู้วิจารณ์ข่าวท่านนี้ยังสำทับต่อไปอีกว่า แกไม่เชื่อน้ำยาของไอ้โครงการทางรถไฟรางคู่ที่วาดฝันกันอยู่ตอนนี้หรอก เพราะประสบการณ์โดยตรงของแกบอกว่า ต้องรอจนถึงวันที่เปิดใช้งานนั่นแหละ จึงจะเชื่อถือได้ว่าโครงการเหล่านั้นเป็นจริง

เมื่อเอาความคิดของท่านผู้วิจารณ์ท่านนั้นมาพิจารณาต่อก็มองเห็นสัจธรรมแห่งหน่วยงานภาครัฐของประเทศไทย ว่านโยบาย แผนงาน และโครงการต่าง ๆ ที่ออกมามักจะไม่เป็นไปตามที่ประกาศให้ประชาชนและเอกชนนำไปเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตและธุรกิจของเขา ก็เพราะนโยบาย แผนงาน และโครงการเหล่านั้นถูกวาดฝันขึ้นมาเพื่อเป็นการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ไม่ได้มาจากการกำหนดวิสัยทัศน์อย่างมีเหตุมีผลและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและกระแสโลก ทำให้นโยบาย แผนงาน และโครงการของภาครัฐต้องถูกปรับเปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ใครเข้ามามีอำนาจก็กำหนดนโยบาย แผนงานและโครงการของตนเอง ลองคิดดูว่า ถ้านโยบาย แผนงาน และโครงการอยู่บนหลักเหตุและผล และถูกคิดโดยเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง ไม่ว่าใครเข้ามาเป็นรัฐบาล เขาก็ต้องสานต่อนโยบาย แผนงาน และโครงการนั้นต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ถ้านโยบาย แผนงานและโครงการอยู่บนหลักการทางการเมือง เมื่อการเมืองเปลี่ยนขั้ว มันก็ต้องเปลี่ยนตาม

และพอคิดต่อไปว่า เราจะมีนโยบาย แผนงาน และโครงการที่อยู่หลักแห่งประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนได้หรือเปล่า คำตอบก็คือปลงเสียดีกว่า ไม่ใช่เพราะนักการเมืองไม่ดีเพียงด้านเดียว แต่ประชาชนของเราก็เลือกตั้งโดยคิดแต่ผลประโยชน์ส่วนตัว ว่า "ฉัน" (ในฐานะส่วนบุคคล) จะได้ประโยชน์อะไร ไม่ได้คิดว่า "ฉัน" ในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง จะได้ประโยชน์อะไรจากการเลือกตั้ง

Sunday, June 1, 2008

มันก็คนเหมือนกันนั่นแหละ

สังคมมนุษย์แม้ว่าจะมี "วาทกรรม" ต่าง ๆ ที่พยายามกล่าวถึง สนับสนุน และส่งเสริมความเท่าเทียมกันของบุคคล ให้เป็นสังคมที่ไม่มีความแตกต่างกันจากสถานภาพการเกิด ฐานะ สถานภาพทางสังคม ฯลฯ แต่ในความเป็นจริงก็ต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถใช้คำพูดแบบเดียวกันหรือปฏิบัติแบบเดียวกันในสถานภาพที่แตกต่างกันได้ ท่านผู้อ่านลองคิดดูว่า การเลือกคำมาใช้พูดกับลูกน้องของท่านก็ยังแตกต่างจากคำที่ใช้พูดกับเจ้านายของท่าน แม้ว่าจะสื่อความหมายแบบเดียวกันก็ตาม


ผู้เขียนไปพบป้ายนี้ในห้องน้ำชายของศาลากลางจังหวัดแห่งหนึ่ง ห้องน้ำแห่งนี้ตั้งอยู่ติดกับห้องทำงานของท่านรองผู้ว่าฯ ก็เลยมีป้ายไปติดไว้เหนือโถปัสสาวะชายเพื่อให้ผู้มาประกอบกิจปฏิบัติตาม โดยป้ายระบุเอาไว้ว่า "กรุณากดน้ำหลังเสร็จกิจทุกครั้ง (กลิ่นเข้าห้องรอง ผวจ.)" และมีมือดีมาเติมข้อความด้วยปากกาสีน้ำเงินเอาไว้ว่า "มันก็เหม็นเป็นทุกคนนั่นแหละ" เขาคงจะพยายามสื่อว่า ถ้าจะให้กดน้ำทุกครั้ง ก็ควรจะให้กดมันทุกห้องน้ำ ไม่ใช่เอาตำแหน่งรองผู้ว่าฯ มาเป็นตัวกำหนดว่าต้องกดนะ ไม่งั้นเจ้านายหรือผู้ใหญ่จะเหม็น แล้วคนธรรมดาที่ไม่ใช่ระดับรองผู้ว่ามันเหม็นกันไม่เป็นหรืออย่างไร นี่คือ "อารยะขัดขืน" อย่างหนึ่งที่ดูน่ารักดี

Saturday, May 31, 2008

วิกฤติพลังงาน ประเทศไทยติดบ่วงการบิดเบือนกลไกตลาด

ขอเขียนเรื่องวิกฤติพลังงานอีกครั้ง เพราะยิ่งสืบค้นและติดตามพัฒนาการของการบริโภคพลังงานในประเทศไทยไปลึกเท่าไหร่ ก็ยิ่งเห็นรูรั่วเต็มไปหมด และเมื่อหลายวันก่อนได้อ่านบทสัมภาษณ์ของผู้ที่ใช้รถกระบะที่เติมน้ำมันดีเซล เขาบอกว่าตอนนี้ลำบากมากเพราะน้ำมันดีเซลแพงขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่ารัฐจะให้เงินสนับสนุนเพื่อตรึงราคาให้อยู่ในระดับที่ประชาชนแบกรับไหว อีกทั้งจะเปลี่ยนหนีไปใช้พลังงานทดแทนแบบอื่นก็เป็นไปไม่ได้เสียอีก เพราะเครื่องยนต์ดีเซลไม่มีหัวเทียน จะติดแก๊สไม่ว่าจะเป็น LPG หรือ CNG ก็ต้องปรับแต่งลูกสูบซึ่งมีต้นทุนสูงเกินกว่าที่จะใช้งานแล้วคุ้มทุนในระยะเวลาที่เหมาะสม

พอไปนั่งอ่านหนังสือซื้อขายรถมือสอง ก็พบปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ คือโฆษณาขายรถเครื่องดีเซลทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นรถกระบะหรือรถตรวจการณ์ จะมีข้อความระบุไว้ว่า "ไม่เคยบรรทุกหนัก" หรือ "ไม่เคยลุย" ประกอบอยู่ในโฆษณาหลายชิ้น ทำให้เกิดความสงสัยว่า อ้าวแล้วซื้อรถที่ใช้เครื่องดีเซลมาใช้ทำไม เพราะหลักการของการใช้งานรถที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลคือใช้กับงานหนัก เช่น งานบรรทุก งานที่จะต้องวิ่งบนพื้นที่มีความต่างระดับกันมาก ดังนั้นเมื่อเป็นรถที่ใช้งานหนักจึงต้องใช้เครื่องยนต์ที่มีกำลังสูงอย่างเครื่องยนต์ดีเซล และที่ตามมากกับกำลังที่สูงขึ้นก็คือราคาน้ำมันดีเซลก็ต้องสูงตามไปด้วย

เมื่อไปสืบค้นราคาน้ำมันในตลาดโลก ก็พบว่าในปัจจุบันน้ำมันเบนซินราคาบาร์เรลละ ๑๒๐ เหรียญปลาย ๆ ในขณะที่น้ำมันดีเซลราคาบาร์เรลละ ๑๖๐ เหรียญปลาย ๆ และราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศที่พัฒนาแล้วต่าง ๆ ก็ล้วนแต่ตั้งราคาน้ำมันดีเซลสูงกว่าน้ำมันเบนซิน เพราะน้ำมันดีเซลใช้งานในภาคการขนส่ง รถที่ใช้ก็ต้องใช้กำลังมาก จึงต้องเอาไว้ใช้สำหรับการขนส่งเท่านั้น ไม่นำมาใช้กับการขนส่งบุคคลแบบส่วนบุคคล เช่น รถยนต์ส่วนตัว

แต่สำหรับประเทศไทย เรายอมรับว่ารายได้ของประชาชนต่ำเกินกว่าที่จะแบกรับค่าขนส่งแบบไม่มีการชดเชยได้ ภาครัฐจึงเอาภาษีของประชาชนทั้งประเทศมาเป็นเงินสนับสนุนเพื่อชดเชยราคาน้ำมันดีเซล โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ใช้กับการขนส่งเท่านั้น เพราะประชาชนทุกคนไม่ว่าจะเป็นคนที่ใช้รถหรือไม่ใช้รถก็ตาม ก็จะได้ซื้่อสินค้าในราคาที่ถูกลงเมื่อเทียบกับการคิดตามราคาจริง แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทั้งผู้ซื้่อและผู้ขายรถยนต์ก็เห็นช่องทางดังกล่าวว่าจะเอาภาษีของประชาชนที่ชดเชยราคาน้ำมันดีเซลมาเป็นประโยชน์กับตนเองได้ จึงมีการผลิตรถยนต์และรถกระบะเครื่องยนต์ดีเซลออกมาจำหน่าย โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มที่ไม่ได้ใช้สำหรับการขนส่ง แต่ใช้เหมือนกับรถยนต์ส่วนตัว คือมีคนนั่งคนเดียวหรือไม่เกินสองสามคน และไม่เคยขนของหนักหรือวิ่งลุยในป่าในเขา ผลที่ตามมาก็คือ มีความต้องการสูงขึ้นในการใช้น้ำมันดีเซลที่มีราคาต้นทุนจริงสูงอยู่แล้ว เมื่อ Demand มาก และ Supply น้อย ราคาก็สูงขึ้นตามธรรมชาติ เงินที่ภาครัฐต้องชดเชยราคาน้ำมันดีเซลแทนที่จะใช้ในภาคการขนส่งสินค้าและขนส่งมวลชนเท่านั้นก็ต้องมาใช้ในการขนส่งบุคคลแบบส่วนตัว ผู้ที่ใช้รถกระบะแบบสี่ประตูวิ่งในเมือง ไม่เคยขนสินค้าหนัก ๆ หรือที่ใช้รถ SUV ที่วิ่งในเมืองเพื่อให้ดูเป็นหนุ่มสาวสปอร์ต มีรสนิยมสูงจงสำเหนียกเอาไว้เถิดว่าท่านเอาเงินภาษีประชาชนทั้งประเทศมาใช้เพื่อสนองตัณหาตนเองเท่านั้น ท่านก็ไม่ได้ต่างจากนักการเมืองที่ท่านด่าเช้าด่าเย็นแต่อย่างใด

ในทางวิชาการด้านการขนส่งระบุเอาไว้ว่า โครงสร้างต้นทุนของการขนส่งประกอบด้วยสามส่วน คือ ต้นทุนที่เกิดกับผู้ใช้งาน/ผู้เดินทาง ต้นทุนที่เกิดกับผู้ให้บริการ และต้นทุนที่เกิดกับสาธารณะ (คนทั้งหมดไม่ว่าจะเดินทางหรือไม่เดินทางก็ตาม เช่น สภาพอากาศที่เสียไปจากควันของรถ เป็นต้น) สำหรับประเทศไทยแล้่ว เรา "ติดบ่วงตนเอง" เพราะการที่ภาครัฐชดเชยราคาน้ำมันดีเซลเป็นการลดต้นทุนของผู้ใช้งานให้เล็กลง เพื่อให้ใช้งานได้ถูกลง แต่ต้นทุนทั้งหมดไม่ได้ลดไปด้วย เมื่อลดราคาที่ผู้ใช้งาน ต้นทุนที่ผู้ใช้งานไม่ได้แบกรับไปก็ต้องไปตกอยู่กับผู้ให้บริการและสาธารณะ แล้วปล่อยให้เป็นอย่างนี้มาหลายสิบปี จะมาแก้ไขตอนนี้ก็ไม่ทันเสียแล้ว ตอนนี้ก็เลยได้แต่สมน้ำหน้าคนใช้รถเครื่องดีเซลที่เอามาใช้ในเมือง ไม่เคยขนของ ไม่เคยลุยในป่า ก็แบกรับราคาไปแล้วกัน

อีกเรื่องที่อยากจะบันทึกไว้คือการใช้แก๊ส CNG ตอนนี้เป็นการแก้ไขปัญหาล่วงหน้า ภาครัฐก็พยายามสนับสนุนให้มีการใช้รถ CNG ให้มากที่สุด และเปิดปั๊มแก๊สให้มากขึ้นและทั่วทั้งประเทศ เพื่อแก้ปัญหาว่าจะเติมแก๊สแต่ละทีหาปั๊มยาก และถ้าเจอก็มักจะแก๊สหมดเสมอ แต่การขนส่งด้วยรถบรรทุกคงใช้ไม่ได้ในอนาคตเมื่อมีความต้องการในการใช้งานสูงขึ้นมาก (ขนาดจะเข้ามาแทนน้ำมันให้ได้) ดังนั้นการขนส่งแก๊สต้องคิดใหม่ เอาแบบที่ประหยัดและมีประสิทธิภาพที่สุด เช่น การขนส่งด้วยระบบท่อไปยังศูนย์กลางภาคหรืออนุภาค (Regional / Sub-Regional Hub) แล้วจากนั้นก็อาจใช้รถบรรทุกขนส่งระยะสั้นไปยังปั๊มแก๊สในขอบเขตให้บริการของศูนย์กลาง พอหาข้อมูลเพิ่มเติมก็เลยทราบว่า ตอนนี้มีโครงการจะสร้างท่อขนส่งแก๊ส CNG ไปยังศูนย์กลางภาค ๑๓ แห่ง "แต่ยังทำไม่ได้เพราะยังไม่ผ่านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม" สาธุ

ความสับสนแห่งทิศทางการพัฒนาประเทศไทย

ผู้เขียนในฐานะประชาชนธรรมดาไม่ได้มีอำนาจยศฐาบรรดาศักดิ์ มีอิทธิพลต่การกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศแต่อย่างใด กำลังเกิดความสับสนอย่างมากต่อทิศทางการพัฒนาประเทศไทย หลายครั้งหลายหนที่จับพลัดจัดผลูเข้าไปนั่งอยู่ในที่ประชุมที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศที่มีนักการเมือง ข้าราชการระดับสูง นักธุรกิจ และตัวแทนของประชาชนในภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามาแสดงความเห็น ผู้เขียนนั่งเกาหัวฟังพวกเขาแสดงวิสัยทัศน์อันเฉียบคมแล้วก็กลับบ้านไปด้วยความงง ไม่มีครั้งใดที่ผู้เขียนจะสรุปได้ว่าทิศทางการพัฒนาประเทศไทยจะเป็นอย่างไร นี่ขนาดผู้เขียนเป็นบุคคลธรรมดา ไม่ได้เป็นข้าราชการที่จะต้องดำเนินการในส่วนที่ตนเองรับผิดชอบให้สอดคล้องกับทิศทางการก้าวไปของประเทศ และไม่ได้เป็นผู้ประกอบการภาคเอกชนที่จะต้องพึ่งพาความเสถียรของทิศทางการพัฒนาเพื่อการตัดสินใจในการลงทุน

สิ่งที่ทำให้ผู้เขียนพยายามจะจับจากวิสัยทัศน์ที่ใช้ถ้อยคำสละสลวย ฟังแล้วน่าเชื่อถือ ก็ได้ความว่า คนบางกลุ่มกำลังกังวลถึง "ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ" คนกลุ่มนี้มักจะบ่นว่า ในอดีตเราเคยแข่งกับญี่ปุ่น ต่อมาก็ลดระดับลงมาแข่งกับสิงคโปร์ และตอนนี้กำลังจะแพัเวียดนาม ต่อไปก็คงจะแพ้ลาวและกัมพูชา ในขณะที่คนกลุ่มหนึ่งก็กำลังกล่าวถึงความสุขของประชาชน ไม่ใช่ด้านเศรษฐกิจในวาทกรรมของ "เศรษฐกิจพอเพียง" แล้วตกลงจะเอาอย่างไรกันแน่ ที่น่าสับสนกว่านั้นก็คือ ผู้มีอิทธิพลต่อการกำหนดวิสัยทัศน์ของประเทศไทยเองก็ยังไม่รู้เลยว่าจะไปทางไหนกันแน่ และสองทิศทางนี้แตกต่างกันอย่างไร เพราะมีบางครั้งที่ผู้พูดคนเดียวกัน ตอนต้นบ่นว่าเรากำลังแพ้ประเทศอื่น ๆ เขาทั้งหมด แล้วอีกไม่กี่นาทีถัดมาก็พูดว่าเราจะต้องพัฒนาด้วยแนวความคิดเศรษฐกิจพอเพียง

ถ้าเราตั้งเอาว่า ทิศทางในการพัฒนาประเทศจะต้องมีคุณสมบัติสำคัญสามอย่าง คือ หนึ่งต้องทำให้ประเทศชาติและประชาชนพัฒนาไปในทางที่ดี สองคือสามารถทำได้จริงตามศักยภาพของประเทศและประชาชน และที่สำคัญที่สุด คือ สาม ประชาชนคนปกติที่มีระดับสติปัญญาไม่ทึบต้องเข้าใจได้ว่ามีทิศทางอย่างไร จะได้เดินไปหาจุดหมายเดียวกันอย่างพร้อมเพรียงและไม่เหยียบเท้ากันเองเพราะเดินกันคนละทิศ แล้วถ้าประชาชนยังสับสนระหว่าง "แข่งขัน" กับ "พอเพียง" อยู่จะเดินไปด้วยกันได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานภาครัฐที่ต้องวางระบบโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เพื่อเป็นฐานสนับสนุนการพัฒนา ลองคิดดูว่า ถ้าจะวางแผนพัฒนาระบบไฟฟ้า จะวางแผนแบบ "พอเพียง" เพื่อให้ถนนสีลมมีไฟฟ้าใช้อย่างประหยัด รองรับธุรกิจภายในประเทศเท่านั้น ติดต่อกับต่างประเทศนิดหน่อยเท่าที่จำเป็น กับจะวางแผนแบบ "แข่งขัน" เพื่อให้ถนนสีลมเป็นศูนย์กลางด้านการเงินการธนาคารของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แนวทางสองทางนี้ต้องการระบบไฟฟ้าที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง มีวิธีการที่แตกต่าง มีการลงทุนและผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนก็แตกต่างกัน และถ้าคิดไปในโครงสร้างพื้นฐานหลักอย่างระบบคมนาคมขนส่ง การวางแผนระบบคมนาคมภายในประเทศเพื่อภายในประเทศเอง กับการวางเพื่อเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันก็แตกต่างกันอีก

เมื่อสับสนมากมากเข้า ข้อเรียกร้องที่เกิดขึ้นในใจของผู้เขียนก็คือ ช่วยกรุณาเลือกว่าจะเอาทางใดทางหนึ่ง (อย่างน้อยก็ควรจะบอกได้ว่า แนวทางใดเป็นหลัก แนวทางใดเป็นแนวทางรอง) จะทางไหนก็ได้ เพราะไม่ว่าจะเป็นทิศทางเพื่อ "แข่งขัน" หรือ "พอเพียง" ต่างก็สามารถทำให้ประชาชนมีความสุขได้เช่นกัน เพียงแต่จะสุขแบบใดเท่านั้น แต่ถ้าไม่เลือกทางใดทางหนึ่งให้ชัด การเดินหน้าก็จะไปคนละทาง แถมยังขัดแย้งกันอีกด้วย ซึ่งจะต้องมาแบกรับต้นทุนของความขัดแย้งมากขึ้นอีก เลยขอฝากทุกท่านที่หลงเข้ามาอ่านช่วยบอกผู้ใหญ่ผู้โตและผู้มีหน้าที่ในการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศทีเถิดว่าจะเอาอะไรก็เอาสักอย่าง อย่างเหยียบเรือสองแคมกันอยู่เลย

Friday, May 30, 2008

ถอดรหัสแม่ค้า

ผู้เขียนมักจะติดตามดูรายการข่าวด้านเศรษฐกิจอยู่เสมอ ๆ เมื่อติดตามหลายปีเข้าก็เกิดข้อสงสัย ลองสังเกตดูว่าในช่วงเทศกาลต่าง ๆ เช่น ปีใหม่ ตรุษจีน คริสต์มาส ที่ผู้คนจะออกมาจับจ่ายใช้สอยกันมากกว่าปกติเพื่อไปสนองพฤติกรรมที่ผูกพันมากับเทศกาลเหล่านั้น ในช่วงเวลาดังกล่าว นักข่าวโทรทัศน์มักจะออกไปสัมภาษณ์แม่ค้าพ่อค้าตามตลาดหรือย่านการค้าสินค้าสำคัญต่าง ๆ เพื่อสอบถามว่า สถานการณ์การค้าขายสินค้าในช่วงเทศกาลเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งในหัวของคนทั่วไปก็จะคิดว่าต้องมีการจับจ่ายซื้อสินค้ากันมากมายแน่นอน แต่ผลของการสัมภาษณ์นั้นมักจะแตกต่างจากความคิดที่อยู่ในหัวของคนทั่วไป แม่ค้าพ่อค้าจะตอบในทำนองว่า "ค้าขายได้ไม่ดี" "ปีนี้ไม่มีคนซื้อเท่าไหร่นัก" พอติดตามข่าวหลายปีเข้า ก็เกิดความสงสัยว่า ทำไมแม่ค้าพ่อค้าเขาตอบว่า "ขายไม่ดี" ได้ทุกปี ไม่ว่าปีนั้นเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศจะดีหรือไม่ดีก็ตาม คำตอบจะเป็นอย่างเดิมเสมอ กลายเป็นความสงสัยติดอยู่ในใจของผู้เขียนว่า ถ้าไม่เห็นมีปีไหนที่เขาขายดี แล้วเขาขายอยู่ทำไม ทำไมจึงไม่เลิกขายของที่ขายไม่ดีแล้วไปทำอย่างอื่นเสียล่ะ

เมื่ออดกลั้นเอาความสงสัยไว้ไม่ได้ ก็เลยไปถามผู้ที่เกี่ยวข้องกับการค้าและการพาณิชย์ เขาหัวเราะหึหึกับความไม่เดียงสาของผู้เขียน เขาตอบว่า ไม่มีใครเขาตอบว่าขายดีหรอก อาจจะเป็นเพราะวิถีคนไทย ต้องบอกว่าไม่ได้ ไม่ดี ไม่สะดวกเอาไว้ก่อน เป็นสันดาน ตัวอย่างเช่น ถ้าเราถามเขาว่าสบายดีไหม เรามักจะได้คำตอบว่าป่วยนู่นนิดนี่หน่อย ทั้ง ๆ ที่คนตอบไม่ได้เป็นอะไรหรอก และอาจจะเป็นเพราะถ้าบอกว่าขายดีจะโดนสรรพากรมาถามหาก็เป็นได้ แล้วคนที่กรุณาให้ความกระจ่างกับผู้เขียนได้ถอดรหัสคำตอบของแม่ค้าพ่อค้าเอาไว้ดังนี้

- ถ้าปากบอกว่า "ขายได้เรื่อย ๆ ไม่ได้มากมายอะไรนักหรอก" ความเป็นจริงคือ "ขายดีมาก ขายเป็นเทน้ำเทท่าเลยหละ"
- ถ้าปากบอกว่า "ไม่ค่อยดี" หรือ "ไม่ดีเท่าปีที่แล้ว" ความเป็นจริงคือ "ขายดีพอควร ตามที่คาดหวังเอาไว้ (ซึ่งมักจะคาดหวังไว้สูง"
- ถ้าปากบอกว่า "ขายไม่ดีเลย ปีนี้ลำบากจริง ๆ " ความเป็นจริงคือ "ขายได้บ้าง ไม่ขาดทุน" ถ้าขาดทุนฉันก็เลิกไปแล้ว ไม่หน้าด้านขายอยู่หรอก
- ถ้าขายไม่ดีจริง ๆ จะไม่ตอบ หรือด่าให้ด้วยซ้ำ

เมื่อผู้เขียนได้ความดังนั้น ก็เลยมาคิดต่อว่ารหัสที่แม่ค้าพ่อค้าได้คิดค้นขึ้น ถ่ายทอดมาจากสันดานของคนไทย ที่ต้องบอกเอาไว้ก่อนว่าตนเองมีปัญหา มีอุปสรรค ไม่สมบูรณ์อยู่นะ เพื่อจะได้รับความเห็นใจ ความช่วยเหลือ (โดยเฉพาะจากภาครัฐ) และป้องกันตนเองจากการหมั่นไส้ เพราะคนไทยเห็นใครได้ดี จะต้องหาข้อเสียของเขามาพูดคุย (ใครดี จะพูดถึงสิ่งไม่ดี แต่ถ้าใครไม่ดีจะพยายามไปหาสิ่งดีของเขาให้ได้) ซึ่งดูแปลกดี แต่คนไทยก็อยู่กันได้ เพราะเราคุ้นเคยกับมัน แล้วก็เห็นเป็นเรื่องปกติ