Friday, May 30, 2008

ถอดรหัสแม่ค้า

ผู้เขียนมักจะติดตามดูรายการข่าวด้านเศรษฐกิจอยู่เสมอ ๆ เมื่อติดตามหลายปีเข้าก็เกิดข้อสงสัย ลองสังเกตดูว่าในช่วงเทศกาลต่าง ๆ เช่น ปีใหม่ ตรุษจีน คริสต์มาส ที่ผู้คนจะออกมาจับจ่ายใช้สอยกันมากกว่าปกติเพื่อไปสนองพฤติกรรมที่ผูกพันมากับเทศกาลเหล่านั้น ในช่วงเวลาดังกล่าว นักข่าวโทรทัศน์มักจะออกไปสัมภาษณ์แม่ค้าพ่อค้าตามตลาดหรือย่านการค้าสินค้าสำคัญต่าง ๆ เพื่อสอบถามว่า สถานการณ์การค้าขายสินค้าในช่วงเทศกาลเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งในหัวของคนทั่วไปก็จะคิดว่าต้องมีการจับจ่ายซื้อสินค้ากันมากมายแน่นอน แต่ผลของการสัมภาษณ์นั้นมักจะแตกต่างจากความคิดที่อยู่ในหัวของคนทั่วไป แม่ค้าพ่อค้าจะตอบในทำนองว่า "ค้าขายได้ไม่ดี" "ปีนี้ไม่มีคนซื้อเท่าไหร่นัก" พอติดตามข่าวหลายปีเข้า ก็เกิดความสงสัยว่า ทำไมแม่ค้าพ่อค้าเขาตอบว่า "ขายไม่ดี" ได้ทุกปี ไม่ว่าปีนั้นเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศจะดีหรือไม่ดีก็ตาม คำตอบจะเป็นอย่างเดิมเสมอ กลายเป็นความสงสัยติดอยู่ในใจของผู้เขียนว่า ถ้าไม่เห็นมีปีไหนที่เขาขายดี แล้วเขาขายอยู่ทำไม ทำไมจึงไม่เลิกขายของที่ขายไม่ดีแล้วไปทำอย่างอื่นเสียล่ะ

เมื่ออดกลั้นเอาความสงสัยไว้ไม่ได้ ก็เลยไปถามผู้ที่เกี่ยวข้องกับการค้าและการพาณิชย์ เขาหัวเราะหึหึกับความไม่เดียงสาของผู้เขียน เขาตอบว่า ไม่มีใครเขาตอบว่าขายดีหรอก อาจจะเป็นเพราะวิถีคนไทย ต้องบอกว่าไม่ได้ ไม่ดี ไม่สะดวกเอาไว้ก่อน เป็นสันดาน ตัวอย่างเช่น ถ้าเราถามเขาว่าสบายดีไหม เรามักจะได้คำตอบว่าป่วยนู่นนิดนี่หน่อย ทั้ง ๆ ที่คนตอบไม่ได้เป็นอะไรหรอก และอาจจะเป็นเพราะถ้าบอกว่าขายดีจะโดนสรรพากรมาถามหาก็เป็นได้ แล้วคนที่กรุณาให้ความกระจ่างกับผู้เขียนได้ถอดรหัสคำตอบของแม่ค้าพ่อค้าเอาไว้ดังนี้

- ถ้าปากบอกว่า "ขายได้เรื่อย ๆ ไม่ได้มากมายอะไรนักหรอก" ความเป็นจริงคือ "ขายดีมาก ขายเป็นเทน้ำเทท่าเลยหละ"
- ถ้าปากบอกว่า "ไม่ค่อยดี" หรือ "ไม่ดีเท่าปีที่แล้ว" ความเป็นจริงคือ "ขายดีพอควร ตามที่คาดหวังเอาไว้ (ซึ่งมักจะคาดหวังไว้สูง"
- ถ้าปากบอกว่า "ขายไม่ดีเลย ปีนี้ลำบากจริง ๆ " ความเป็นจริงคือ "ขายได้บ้าง ไม่ขาดทุน" ถ้าขาดทุนฉันก็เลิกไปแล้ว ไม่หน้าด้านขายอยู่หรอก
- ถ้าขายไม่ดีจริง ๆ จะไม่ตอบ หรือด่าให้ด้วยซ้ำ

เมื่อผู้เขียนได้ความดังนั้น ก็เลยมาคิดต่อว่ารหัสที่แม่ค้าพ่อค้าได้คิดค้นขึ้น ถ่ายทอดมาจากสันดานของคนไทย ที่ต้องบอกเอาไว้ก่อนว่าตนเองมีปัญหา มีอุปสรรค ไม่สมบูรณ์อยู่นะ เพื่อจะได้รับความเห็นใจ ความช่วยเหลือ (โดยเฉพาะจากภาครัฐ) และป้องกันตนเองจากการหมั่นไส้ เพราะคนไทยเห็นใครได้ดี จะต้องหาข้อเสียของเขามาพูดคุย (ใครดี จะพูดถึงสิ่งไม่ดี แต่ถ้าใครไม่ดีจะพยายามไปหาสิ่งดีของเขาให้ได้) ซึ่งดูแปลกดี แต่คนไทยก็อยู่กันได้ เพราะเราคุ้นเคยกับมัน แล้วก็เห็นเป็นเรื่องปกติ

Sunday, May 25, 2008

ทำไมอยู่ในอาคาร ยังต้องกางร่มกันอีก

มนุษย์สร้าง "สิ่งกำบัง" (Shelter) ก็เพื่อปกป้องตนเองจากสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตรายต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ และสิ่งกำบังที่เราคุ้นเคยกันมากที่สุดก็คืออาคาร ที่ทำหน้าที่กันแดด กันฝน อาคารบางประเภทก็มีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ เพื่อให้มนุษย์ที่อยู่ด้านในมีความสะดวกสบายมากขึ้น และ "ท่าอากาศยาน" ก็นับเป็นอาคารประเภทหนึ่ง ที่ทำหน้าที่เป็นจุดเปลี่ยนถ่ายระหว่างยานพาหนะทางบกกับทางอากาศ และมีฐานะเป็นสิ่งกำบังอย่างหนึ่ง ที่เราคาดหวังว่าอาคารแห่งนี้จะป้องกันมนุษย์จากสภาพแวดล้อมได้เป็นอย่างดี




แต่ที่ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ น่าสงสัยว่าอยู่ในอาคารทำไมเคาน์เตอร์ต่าง ๆ ก็ยังมีร่มสนามอยู่แทบทุกเคาน์เตอร์ ตอนแรกคิดว่าคงเป็นการสร้างบรรยากาศแบบตะวันตกให้กับท่าอากาศยานที่ทึกทักตนเองว่าเป็นศูนย์กลางของเอเชีย แต่พอสืบค้นเข้าจริง ๆ กลับไม่ใช่เหตุผลนั้น แต่การที่มีร่มก็เพราะว่าอาคารหลังนี้มีพื้นที่ต่อเนื่องขนาดใหญ่เพื่อรองรับคนจำนวนมาก จึงต้องมีปริมาตร (Volume) ขนาดใหญ่ตามไปด้วย อาคารจึงมีระยะจากพื้นถึงเพดานสูงมาก และผนังก็เป็นกระจกทั้งหมด ผลก็คือ แสงแดดส่องเข้ามาในอาคารได้อย่างสะดวกโยธิน ผู้โดยสารที่ไปใช้งานสนามบินคงไม่เดือดร้อนเท่าไหร่ เพราะอยู่เพียงชั่วคราว เคลื่อนที่อยู่ตลอด และสามารถย้ายตัวเองหลบแดดได้ แต่พนักงานในเคาน์เตอร์บริการเหล่านั้นต้องนั่งทำงานทั้งวัน และย้ายหลบแดดก็ไม่ได้ จึงต้องเอาร่มมาตั้งเพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างสะดวก น่าสงสัยว่า ผู้ออกแบบอาคารทำให้เกิดปัญหานี้ขึ้นมาได้อย่างไร อย่าไปโทษ Helmut Jahn สถาปนิกผู้ออกแบบเพียงคนเดียวเลย พวกสถาปนิกผู้ประสานงานคนไทยก็ต้องรับผิดชอบตรงนี้ด้วยเช่นกัน

นึกภาษาไทยไม่ออก

ที่สนามบินสุวรรณภูมิ มีป้ายบอกทางไว้อำนวยความสะดวกให้กับผู้เดินทาง และเนื่องจากเป็นสถานที่ที่มีคนหลายชาติหลายภาษามาใช้งาน จึงจำเป็นต้องทำป้ายบอกทางเป็นสองภาษา โดยศัพท์บางคำก็เป็นภาษาไทยที่แปลเป็นภาษาอังกฤษ และบางคำก็ต้องแปลภาษาอังกฤษกลับมาเป็นภาษาไทย


ผู้เขียนไปสะดุดกับป้ายบอกตำแหน่งป้ายรถโดยสารสาธารณะประเภทต่าง ๆ ในท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ เห็นได้ว่าเขาพยายามจะใช้ทั้งสองภาษาโดยไม่ใช้คำทับศัพท์ Shuttle Bus ก็ใช้คำว่า "รถเวียน" Public Bus ใช้กับ "รถโดยสาร ขสมก." แต่ก็มีรถอยู่ประเภทเดียวที่นึกคำภาษาไทยไม่ออก ต้องใช้คำทับศัพท์ คือ "รถแอร์พอร์ต เอ็กซ์เพรส" คิดไปคิดมา ก็น่าจะแปลได้ว่า "รถด่วนสนามบิน" แต่ก็คงไม่สื่อว่าจะวิ่งไปไหน เพราะคนที่จะเห็นป้ายนี้จะออกจากสนามบิน ไม่ได้เข้ามาสนามบิน แล้วรถด่วนสนามบินเขาจะวิ่งออกจากสนามบินไปไหนกันนะ

มหาวิทยาลัยกับสุขอนามัยของบุคลากร

ในความคิดของคนทั่วไปแล้ว มหาวิทยาลัยเปรียบเหมือนสถานที่ศักดิ์สิทธ์ ทั้งเป็นแหล่งความรู้ ความคิด และตัวอย่างทางสังคมในทุก ๆ ด้าน ดังนั้น คนในสังคมจึงตั้งความหวังไว้สูงยิ่งกับมหาวิทยาลัย ว่าจะเป็นสถานที่ที่ดี มีมาตรฐานสูงในทุก ๆ ด้าน รวมถึงด้านความสะอาดและสุขอนามัย


แต่ภาพด้านบนนี้ได้ล้มล้างความคาดหวังของคนในสังคมลงอย่างสิ้นเชิง ตู้น้ำดื่มนี้ตั้งอยู่ในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่และโฆษณาตนเองว่าเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ แต่ไส้กรองน้ำกลับไม่ได้รับการดูแลรักษา ซ่อมบำรุง และเปลี่ยนไส้กรองตามวงรอบเวลาที่ถูกต้อง จึงเกิดเป็นตะไคร่เกาะอยู่กับไส้กรองเต็มไปหมด ประสิทธิภาพในการกรองน้ำให้สะอาดคงใช้ไม่ได้ แถมด้วยเชื้อโรคจากตะไคร่เหล่านั้นเข้าไปอีก พิจารณาดูว่าถ้ามีตะไคร่มากขนาดนี้คงไม่ได้เกิดขึ้นในวันสองวันแน่ แต่ต้องผ่านการเติบโตเป็นเวลานาน น่าสงสัยว่าผู้รับผิดชอบเขาทำอะไรกันอยู่ จึงละเลยเรื่องสุขอนามัยของเด็ก ๆ กันได้ขนาดนี้

Saturday, May 24, 2008

"นักการเมือง" ในสายตาของคึกฤทธิ์

เมื่อก่อนผู้เขียนไม่ชอบอ่านหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารทางธุรกิจ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัวของผู้เขียนเสียเหลือเกิน การงานก็ผูกพันกับภาครัฐ เคยหยิบมาอ่านแล้วก็ไม่ถูกโรค ไม่เข้าใจข้อเขียนต่าง ๆ ในนั้นเท่าไหร่นัก แต่เมื่อสักสองสามปีที่ผ่านมา มีผู้ใหญ่และคนรู้จักหลายท่านได้ให้เกียรติผู้เขียนให้เข้าไปช่วยงานด้านธุรกิจต่าง ๆ หลายแห่ง เพราะเห็นว่าสิ่งที่ผู้เขียนทำอยู่แม้ว่าจะอิงอยู่กับงานภาครัฐแต่ก็เป็นประโยชน์ต่องานด้านธุรกิจ เมื่อผู้เขียนเข้าไปทำงานเหล่านั้น ก็กลายเป็นการบังคับให้ติดตามความเคลื่อนไหวทางธุรกิจ โดยผ่านหนังสือพิมพ์ วารสาร และนิตยสารทางธุรกิจต่าง ๆ แต่การอ่านอย่างมีเป้าหมายคราวนี้ ทำให้ผู้เขียนเห็นประโยชน์ของหนังสือเหล่านั้น ผู้เขียนพบว่า การวิเคราะห์ด้านการเมืองและเศรษฐกิจของหนังสือด้านธุรกิจเป็นสิ่งที่จับต้องได้และแสดงถึงผลที่เป็นรูปธรรมกว่าหนังสือพิมพ์ธรรมดา เพราะหน่วยธุรกิจต้องการข้อมูลเหล่านี้เพื่อการตัดสินใจลงทุน ซึ่งมีผลต่อองค์กรมากกว่าการอ่านแล้วผ่านไปอย่างการอ่านหนังสือธรรมดา

แล้ววันนี้ ผู้เขียนก็พบบทความที่น่าสนใจอีกหนึ่งบทความ จากหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ ๒๒-๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๑ หน้า ๔๒ คอลัมน์ "ประชาชาติปริทัศน์" เรื่องบันทึก-บันทุกข์ ของจรัญ ยั่งยืน ซึ่งเจ้าของบทความได้อ้างถึงหนังสือ "โจโฉ นายกฯ ตลอดกาล" ของ พลตรี มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ได้กล่าวไว้ว่า "สิ่งที่เป็นสุดยอดปรารถนาของนักการเมือง คือ อำนาจ แต่นักการเมืองทุกคนจะไม่ยอมรับข้อนี้ แต่ละคนจะต้องอ้างว่าตัวบำเพ็ญกรณีเพื่อประโยชน์สุขของคนทั้งปวง หรือเพื่อแผ่นดิน หรือเพื่อประชาธิปไตย"

ในหนังสือของท่านคึกฤทธิ์ยังเขียนต่อไปว่า "ความจริงนั้น อำนาจเป็นสิ่งที่นักการเมืองต้องการมากที่สุด เมื่ออำนาจเป็นยอดปรารถนาอย่างนี้แล้ว อำนาจจึงเป็นสิ่งที่กำหนดการกระทำของนักการเมืองในทุกกรณี...ความรัก ความโกรธ หรือคุณโทษ อำนาจเหมือนยาเสพย์ติด ถ้าได้มาแล้วก็ย่อมวางไม่ลง และย่อมจะต้องการอยู่เสมอ ไม่มีวันพอได้ ฉะนั้นเราจะเห็นว่านักการเมืองโดยทั่วไปบำเพ็ญกรณีเพื่อแสวงหาอำนาจ เมื่อได้มาแล้วก็อยากได้ต่อไปอีก ในที่สุดอำนาจนั่นเองก็ทำลายตนลงไป"

"อำนาจทำให้คนเปลี่ยนวิสัยจากคนไปเป็นนักการเมือง ทั้งนี้ก็เพราะว่าความใฝ่อำนาจหรือใฝ่สูงนั้นเป็นสัญชาตญาณของบรรดาสรรพสัตว์ทั้งปวง หากนักการเมืองผู้ใดมาพบเห็นข้อความข้างต้นนี้แล้ว นำไปปรับกับความรู้สึกของตนเอง และเห็นว่าไม่จริงแล้วไซร้ นักการเมืองผู้นั้นพึงรู้ไว้เถิดว่า ตนนั้นมิใช่นักการเมืองที่แท้จริง ถ้าไม่ใช่คนธรรมดาสามัญก็เป็นรัฐบุรุษ ซึ่งเป็นสัตว์อีกประเภทหนึ่งนอกเหนือไปจากนักการเมือง"

เมื่อผู้เขียนอ่านจบแล้ว ก็มานั่นคิดต่อว่า นี่คือ "สัจธรรม" เพราะแต่ไหนแต่ไรมา จากอดีตจนถึงปัจจุบัน จากจูเลียส ซีซาร์ ผ่านนโปเลียนมาจนถึงนักการเมืองชื่อดังทั้งหลายที่ยังโลดแล่นอยู่บนถนนสายอำนาจในปัจจุบัน ก็คงมีสันดานไม่ต่างจากข้อเขียนที่ท่านคึกฤทธิ์ระบุไว้ นี่คือคำตอบว่า ทำไมพวกนักการเมืองจึงแย่งกันเป็นรัฐมนตรี เป็นเลขานุการรัฐมนตรี เป็นกรรมการธิการต่าง ๆ พวกพรรคฝ่ายค้านขอเป็นรัฐมนตรีเงาก็ยังดี ส่วนพวกที่หมดสิทธิ์ลงสมัครก็ขอเป็นหัวหน้ามุ้ง เป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง ด้วย "สันดาน" ดังกล่าวที่สืบทอดกันมาแต่โบราณกาล ผู้เขียนก็เชื่อว่า "สันดาน" นี้ยังคงสืบทอดต่อไปยังรุ่นลูกรุ่นหลาน สมกับการเป็น "เชื้อชั่วไม่มีวันตาย"

Sunday, May 11, 2008

ความปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ

วันนี้ไปซื้อกล้องดิจิตอลมาใหม่ เป็น Canon IXUS 90 IS ลองเล่นนู่นเล่นนี่ไปเรื่อง รวมถึงการดาวน์โหลดรูปจากกล้องลงคอมพิวเตอร์ ก็เลยได้ไปจัดไฟล์ภาพถ่ายเก่า ๆ ที่เก็บเอาไว้อย่างไม่เป็นระเบียบ แล้วไปเจอสามรูปนี้เข้า ถ่ายที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เมื่อหลายเดือนก่อน



ท่านที่เคยไปดูนิทรรศการหรืองานแสดงสินค้าที่ศูนย์ประชุมแห่งนี้คงนึกภาพได้ ว่าพื้นที่จะถูกแบ่งให้ผู้แสดงสินค้ามาเช่า เหลือทางเดินพอที่จะเดินสวนกันได้สองสามคน ซึ่งแน่นอนว่าทางเดินจะต้องแคบที่สุดที่จะเป็นไปได้ เพราะธุรกิจศูนย์ประชุมคือการให้เช่าพื้นที่แสดงสินค้า ไม่ใช่ให้เช่าทางเดิน และร้านค้าเองก็ต้องพยายามให้กลุ่มเป้าหมายเห็นสินค้าของตนเองได้มากที่สุด จึงต้องเอาสินค้าออกมาวางติดกับทางเดินมากที่สุด ร้านขายเฟอร์นิเจอร์แห่งนี้ก็มีการวางฮวงจุ้ยโดยการเอาน้ำพุมาวางไว้หน้าร้าน แถมยังล้ำเขตทางเดินเท้าเข้ามาอีก นั่นหมายความว่า คนเดินผ่านไปผ่านมามีโอกาสที่จะโดนน้ำพุและส่วนประกอบของมันได้ทั้งโดยตั้่งใจและไม่ตั้งใจ น้ำพุอันนี้เดินเครื่องด้วยไฟฟ้า ซึ่งไฟฟ้ากับน้ำก็อยู่ด้วยกันไม่ได้อยู่แล้ว จึงมีโอกาสไฟรั่วสูง ร้านค้าผู้ใจดีก็เลยเอาป้ายมาติดเตือนให้ระวังถูกไฟฟ้าดูดเอาไว้ แต่นี่ไม่ใช่การแสดงความรับผิดชอบที่เหมาะสมแต่อย่างใด ที่เหมาะสมก็คือร้านค้าไม่ควรเอาสิ่งของที่เป็นอันตรายต่อสาธารณชนมาวางไว้ในที่สาธารณะอย่างนี้ แถมผู้ดูแลศูนย์ประชุมก็คงเห็นว่าติดป้ายแค่นี้เพียงพอแล้วหละ จึงไม่ได้สั่งให้เก็บเข้าไปทั้ง ๆ ที่ติดป้ายเตือนไว้โดดเด่นขนาดนี้ นี่คือความบกพร่องของการรักษาความปลอดภัยสาธารณะ และคนในสังคมที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของสถานที่ เจ้าของร้านค้า หรือแม้กระทั่งผู้เดินผ่านไปผ่านมาก็ไม่รู้สึกว่ามันไม่ถุกต้องนะ

Friday, May 9, 2008

จงลงทุนกับตนเอง

เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ผู้เขียนนั่งฟังวิทยุรายการหนึ่ง เขาพูดให้ฟังว่า สตีฟ จ็อบส์ ผู้ก่อตั้งบริษัท Apple ที่เป็นเจ้าของคอมพิวเตอร์แม็คอินทอชและไอพอด ได้กล่าวไว้ว่า "ชีวิตจะมีความสุขจะต้องทำ ๒ อย่าง คือ ๑.จงอย่าเป็นหนี้บัตรเครดิต และ ๒.จงลงทุนกับตนเอง" ผู้เขียนก็รับฟังไว้เฉย ๆ เพราะเบื่อกับพวก Big Word เหล่านี้ ที่นิตยสารดัง ๆ มักจะไปสัมภาษณ์คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตทั้งหลายแหล่ แล้วก็มา re-write ให้มีคำที่ดึงดูดความสนใจของสาธารณชนได้ เวลาผ่านไปหลายสัปดาห์ ผู้เขียนกำลังนอนดูหัวแม่เท้าตนเองเล่นไปวันวัน คำพูดของสตีฟ จ็อบส์ก็แวบเข้ามาในหัวอีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้เข้ามาอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ผู้เขียนต้องเสียเวลาพิจารณามันอยู่นานทีเดียว แล้วได้ข้อสรุปจากการทึกทักเอาเองว่า

- "จงอย่าเป็นหนี้บัตรเครดิต" หมายถึงการใช้จ่ายอย่างสมกับรายได้และฐานะของตนเอง อย่าใช้จ่ายเกินตัว เพราะพฤติกรรมดังกล่าว จะนำตัวท่านเข้าสู่วงจรอุบาทว์ ชักหน้าไม่ถึงหลัง ต้องเอาหนี้ก้อนนู้นมาปะหนี้ก้อนหนี้ ไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อหนี้สินมากขึ้นเรื่อย ๆ สถานการณ์ก็จะบีบบังคับให้ต้องทำบางอย่างที่ขัดกับหลักศีลธรรมหรือกฎหมาย เช่น การเล่นการพนัน การค้ายาเสพติด เพื่อทำให้ตนเองหลุดพ้นจากวงจรหนี้สิน แต่ก็ย้ายไปสู่วงจรธุรกิจนอกกฎหมายแทน ดังนั้น การเริ่มต้นเป็นหนี้บัตรเครดิตก็คือการเริ่มก้าวเข้าสู่ความหายนะของชีวิตนั่นเอง นับเป็นความโชคดีของผู้เขียนที่ไม่มีบัตรเครดิตสักใบ เวลาที่มีพนักงานขายบัตรเครดิตติดต่อมา ผู้เขียนจะตอบไปตามตรงว่า ผู้เขียนมีเงินเดือนไม่ถึง ๑๕,๐๐๐ บาท (ซึ่งเป็นความจริงตามนั้น) พนักงานขายไม่สามารถตื๊อหรือต่อรองอะไรกับผู้เขียนได้เลย เพราะไม่มีธนาคารหรือบัตรเครดิตใดที่อนุญาตให้ผู้มีรายได้ต่ำกว่า ๑๕,๐๐๐ บาทเป็นเจ้าของบัตรเครดิต ผู้เขียนจึงปลอดภัยอย่างถาวรจากหนี้บัตรเครดิต นับว่าเป็นโชคดีของผู้มีรายได้น้อยยิ่งนัก

- "จงลงทุนกับตนเอง" ข้อความนี้ลึกซึ้งยิ่งนัก ผู้เขียนใช้เวลาคลี่คลายมันอยู่นาน ก็ได้คำตอบว่า การลงทุนกับตนเองคือการสร้างการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้กับตนเอง ดีกว่าการลงทุนในหุ้น ทองคำ น้ำมัน สังหาและอสังหาริมทรัพย์ใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะทรัพย์สินเหล่านั้นล้วนเป็นสิ่งนอกกาย จะยักย้ายถ่ายเท สูญหาย หรือถูกทำลายไปเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ผลที่ได้จากการลงทุนกับตนเอง จะอยู่ติดกับตัวผู้ลงทุนไปตลอดชีวิต ไม่มีใครมาแย่งไปจากผู้ลงทุนได้ การลงทุนกับตนเองมีหลายรูปแบบ เช่น การทำให้ตนเองมีความสุข (การดูหนัง ฟังเพลง พักผ่อนหย่อนใจ) การทำให้ตนเองมีความรู้มากขึ้น (ทั้งในระบบและนอกระบบ) การทำให้ตนเองมีสุขภาพแข็งแรง (การออกกำลังกาย การทานอาหารอย่างถูกหลักสุขอนามัย) การทำให้ตนเองมีจิตใจสูงขึ้น (การฝึกจิตใจ การศึกษาธรรรม) ผลของการลงทุนเหล่านี้ นอกจากติดกับตัวผู้ลงทุนตลอดไปแล้ว ยังทำให้ตัวผู้ลงทุนมีสินทรัพย์ (Asset) ติดตัวมากขึ้นด้วย ส่งผลให้สามารถนำเอาไปใช้ประโยชน์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตนเองและสังคมต่อไป

เมื่อพิจารณาในแต่ละข้อแล้ว จึงได้ข้อสรุปรวมสั้น ๆ ว่า "มนุษย์จะมีความสุขได้จะต้องไม่ทำให้ตนเองตกต่ำ หรือไปเกลือกกลั้วกับสิ่งที่จะทำให้ตนเองเสื่อมลง แต่เท่านั้นยังไม่พอ มนุษย์ยังต้องพัฒนาตนเองอยู่เสมอด้วย" เมื่อสามารถหาคำตอบได้ดังนั้นแล้ว ผู้เขียนจึงขอขอบคุณท่านนักจัดรายการวิทยุรายการใดก็ไม่รู้ ที่ผู้เขียนบังเอิญไปได้ฟัง ที่ได้มาถ่ายทอดแนวคิดของสตีฟ จ็อบส์ที่เป็นตัวตั้งของความคิดอันวุ่นวาย และยังส่งผ่านความขอบคุณไปยังหัวแม่เท้าข้างขวาของผู้เขียน ที่เป็นตัวจุดประกายให้ผู้เขียนเริ่มพยายามคลี่คลายแนวความคิดดังกล่าว ด้วยพื้นฐานของตัวผู้เขียนเอง สาธุ

เหตุเกิดบนทางหลวงสายประธาน

ถ้าใครติดตามข่าวอยู่เสมอ ๆ จะพบข้อสังเกตประการหนึ่งว่า การเกิดอาชญากรรมต่อบุคคลและอุบัติเหตุต่าง ๆ ที่เป็นที่น่าสนใจของสังคมมักจะเกิดบนทางหลวงสายประธานของประเทศ เช่น การขว้างหินใส่ยานพาหนะที่วิ่งผ่านไปมาเพื่อปลดทรัพย์หรือจะระบายอารมณ์ก็ตาม อุบัติเหตุรระหว่างยานพาหนะต่างขนาดกันมาก ๆ เช่น ถบรรทุกชนรถจักรยานยนต์พ่วงข้างตายยกครัว เป็นต้น สังคมมักจะตีความสาเหตุของการเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ว่าเป็นที่ตัวบุคคลผู้ก่อเหตุ ไม่ว่าจะเป็นสันดานโจรสำหรับการก่ออาชญากรรม และความประมาทในกรณีของการเกิดอุบัติเหตุ

แต่ที่น่าสนใจกว่าสาเหตุที่มาจากตัวบุคคลก็คือ ท้องเรื่องน่าเศร้าใจเหล่านั้นมีสถานที่แห่งเดียวกันคือ "ทางหลวงแผ่นดิน" ทำไมปาไข่ ปาหิน ไม่ค่อยเกิดบนถนนซอยหน้าบ้าน และทำไมรถสิบล้อไม่ชนกับมอเตอร์ไซค์ในเมืองบ่อยนัก เมื่อวิเคราะห์โดยเอาพื้นที่เป็นที่ตั้งมีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า นอกเหนือจากต้นเหตุจากอารมณ์หรือพฤติกรรมของมนุษย์แล้ว ยังมีสาเหตุเกิดจากการใช้พื้นที่ผิดประเภทมาส่งเสริมให้มีโอกาสและความเสี่ยงต่อการเกิดเหตุร้ายบนทางหลวงแผ่นดินมากขึ้นอีก โดยแยกวิเคราะห์เป็นสองประเด็ตามหลักการการวางแผนการขนส่งด้วยหลักการสำคัญสองประการ คือ ทางหลวงสายประธานต้องเป็นแบบ Limited Vehicle Type และ Limited Access

- Limted Vehicle Type การเกิดอุบัติเหตุรุนแรงระหว่างยานพาหนะต่างประเภท ตามหลักการวางแผนการขนส่งแล้ว ทางหลวงแผ่นดินที่เป็นสายประธานของประเทศ (ทางหลวงแผ่นดินที่มีหมายเลขเป็นเลขหลักเดียวและสองหลัก เช่น พหลโยธิน (หมายเลข ๑) มอเตอร์เวย์ (หมายเลข ๗) สายเอเชีย (หมายเลข ๓๒)) ซึ่งมีวัตถุประสงค์ให้เป็นเส้นทางที่เชื่อมโยงระยะไกล ต้องเป็นทางหลวงประเภทจำกัดประเภทยานพาหนะ (Limited Vehicle Type) ดังนั้นทางหลวงสายประธานจึงอนุญาตให้วิ่งได้เฉพาะยานพาหนะขนาดใหญ่เพื่อการเชื่อมโยงระยะไกล สามารถทำความเร็วได้สูง มีความแข็งแรง สามารถให้ความปลอดภัยแก่ผู้ขับขี่ได้ในระดับสูง เท่านั้น เพื่อลดความเสียหายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุขึ้น นอกจากนี้ยังมีมาตรการเพื่อเสริมความปลอดภัยต่าง ๆ อีกด้วย เช่น การแยกความเร็วในแต่ละช่องทางด้วยการให้รถช้าวิ่งชิดซ้าย การกำหนดให้รถบรรทุกวิ่งในช่องซ้ายมือเท่านั้น การจำกัดความเร็วทั้งความเร็วสูงสุดและความเร็วต่ำสุด (ไม่มีในประเทศไทย) ส่วนยานพาหนะขนาดเล็กอื่น ๆ เช่น จักรยาน จักรยานยนต์รับจ้าง รถสี่ล้อขนาดเล็ก ไม่สามารถใช้ทางหลวงสายประธานได้ เนื่องจากตามหลักการวางแผนการขนส่งแล้ว ยานพาหนะขนาดเล็กเหล่านี้ถูกพิจารณาว่าเป็นยานพาหนะที่ใช้สำหรับเชื่อมโยงระยะใกล้ ด้วยความเร็วต่ำ จึงไม่ต้องวิ่งบนทางหลวงที่เชื่อมโยงระยะไกล แต่สำหรับประเทศไทยแล้ว ทางหลวงสายประธานอนุญาตให้ยานพาหนะทุกประเภทใช้งานได้ แม้กระทั่งการเดินเท้าบนทางหลวงสายประธาน จึงนำมาซึ่งอุบัติเหตุ อีกทั้งอาชญากรมักจะใช้จักรยานยนต์เป็นยานพาหนะในการประกอบอาชญากรรม การอนุญาตให้จักรยานยนต์มาวิ่งบนทางหลวงสายประธานได้ เท่ากับเป็นการเพิ่มเส้นทางประกอบอาชญากรรมและเส้นทางในการหลบหนีด้วย

- Limited Access ทางหลวงสายประธานจะต้องสามารถเข้าและออกได้ในจุดที่กำหนดไว้เท่านั้น ไม่อนุญาตให้เข้าถึงกิจกรรมหรือมีกิจกรรมใด ๆ ในเขตทาง เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุและอาชญากรรม เนื่องจากการเข้าและออกจากทางหลวงสายประธานจะมีการเปลี่ยนช่องทางและการเปลี่ยนระดับความเร็วของยานพาหนะจำนวนมาก และการมีกิจกรรมสองข้างทางที่สามารถเข้าออกได้โดยตรงจากทางหลวงแผ่นดินคือการเปิดโอกาสให้อาชญากรเข้าออกมีที่ซุกซ่อนตัวได้อย่างสะดวก แต่ทางหลวงสายประธานในประเทศไทยกลายเป็นทางเข้าออกของแปลงที่ดินตลอดแนวถนน อีกทั้งยังมีร้านค้ามาตั้งอยู่บนเขตทางอีกด้วยทั้ง ๆ ที่ผิดกฎหมาย ผู้เขียนเคยดูข่าวเรื่องการขว้างหินใส่รถยนต์บนถนนบรมราชชนนี เมื่อจับคนร้ายได้ก็มีการไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ภาพข่าวที่เห็นคือคนร้ายใช้ร้านขายส้มโอที่บุกรุกเขตทางเป็นที่ก่อเหตุ ตำรวจไปทำแผนฯ กันอยู่หลายสิบคน แต่กลับไม่สนใจจะจับกุมร้านค้าเหล่านั้นในข้อหาบุกรุกเขตทางแต่อย่างใด เพราะสังคมไทยถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ ใครมีที่ดินสองข้างทางหลวงสายประธานก็ร่ำรวยไป ส่วนคนที่ไม่มีที่ดินก็ใช้การบุกรุกเขตทางเอาก็ได้ เพราะเป็นสังคมแบบใครดีใครได้ ใครเกิดอุบัติเหตุหรือได้รับเคราะห์กรรมจากอาชญากรก็เป็นความซวยของคนนั้นไปเอง ภาครัฐไม่ผิดที่อนุญาตให้ใช้ทางหลวงสายประธานอย่างผิดหลักการทางการวางแผนระบบขนส่ง เคยมีข่าวว่ากรมทางหลวงไล่รื้อเพิงขายของในเขตทาง แต่เจอเจ้าของร้านประท้วง และนักการเมืองทั้่งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติก็สนับสนุน เพราะเป็นฐานเสียงสำคัญทางการเมือง

เมื่อพิจารณาไปเรื่อย ๆ ก็ได้ข้อสรุปว่า นี่เป็นเพียงปรากฎการณ์หนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า สังคมไทยมีพื้นฐานอยู่บนหลักการของความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน แต่มีหลักการอยู่บนความสะดวกสบายและความพอใจของประชาชนที่เป็นฐานเสียงเป็นหลัก ดังนั้น ความปลอดภัยจึงกลายเป็นเรื่องรองไปตามธรรมชาติ ซึ่งก็คงต้องยอมรับสภาพกันต่อไป

Thursday, May 8, 2008

"วิถีไทย" กับ "การพัฒนาอย่างยั่งยืน"

ผู้เขียนได้หลงทางไปนั่งในที่ประชุมเสวนาของนักวิชาการเกี่ยวกับความท้าทายของการพัฒนาอย่างยั่งยืนในประเทศไทย นักวิชาการที่มีชื่อเสียงหลายท่านมาแสดงความเห็นเพื่อเป็นตัวตั้งสำหรับกระบวนการพัฒนาของประเทศต่อไป ผู้เขียนพยายามสรุปความอย่างอคติ เพราะอาศัยพื้นฐานของตัวเองเป็นที่ตั้ง ได้ความดังนี้

- คำว่า "พัฒนาอย่างยั่งยืน" กำลังกลายเป็นสินค้าแบบสมัยนิยม ใคร ๆ ก็กระโดดเข้าใส่การพัฒนาอย่างยั่งยืนกันหมด เหมือนกับเมื่อสามปีที่แล้ว ผู้เขียนกลับมาประเทศไทยหลังจากไม่ได้อยู่มาห้าปี เจอกระแสชาเขียวเข้าอย่างจัง ทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศไทยต้องมีชาเขียวเข้ามาประกอบด้วยเสมอ ตั้งแต่ของกิน ไปจนถึงเสื้อผ้าและของใช้ บางคนที่หยาบคายหน่อยถึงกับบอกว่า "ห่าอะไรก็ต้องเอาชาเขียวมาเป็นส่วนประกอบไว้ตลอด" ต่อมาก็เป็นกระแสนาโนเทคโนโลยี และตอนนี้จะเป็นกระแสโลกร้อนและการพัฒนาอย่างยั่งยืน จนไม่ลืมหูลืมตา และกลายเป็นแฟชั่นและสนใจแต่เพียงเปลือกนอก ไม่ได้สนใจแก่นแท้และองค์รวมทั้งหมด เช่น วัสดุก่อสร้างที่ออกมาโฆษณาว่ากันความร้อน ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสภาพแวดล้อม สินค้าเหล่านี้บางตัวประหยัดแค่ตัวผู้ใช้งานเท่านั้น แต่ขั้นตอนอื่น ๆ ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงการทำลายเมื่อหมดอายุหรือเลิกใช้งานแล้ว สิ้นเปลืองพลังงานและทำลายสภาพแวดล้อมมากกว่าวัสดุประเภทอื่นที่เทียบเคียงกันได้ แต่ประหยัดพลังงานที่ขั้นตอนการใช้น้อยกว่าเล็กน้อยเท่านั้น

- จะให้สังคมพัฒนาอย่างยั่งยืน จะต้องชี้ให้ได้ว่า "ยั่งยืน" แล้วดีกว่าไม่ยั่งยืนอย่างไร เพราะธรรมชาติของมนุษย์แล้วจะทำอะไรอย่างหนึ่งเพราะดีกว่าไม่ทำ หรือทำอย่างอื่นเท่านั้น การที่คนในสังคมไม่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ก็เป็นเพราะการมีพฤติกรรมอย่างไม่ยั่งยืน "ถูกกว่า" "ดีกว่า" "สะดวกกว่า" "สบายกว่า" การมีพฤติกรรมอย่างยั่งยืน เช่น การแยกขยะยุ่งยากกว่าทิ้งขยะรวมกันไปเลย เป็นต้น นั่นหมายความว่า จะส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้จะต้องทำให้คนในสังคมได้รับประโยชน์จากความยั่งยืนอย่างชัดเจน ซึ่งถ้าเอาหลักการง่าย ๆ ว่าจะให้ใครทำอะไรตามที่เราต้องการ เราจะต้องมีอำนาจทางกฎหมายหรืออำนาจในการควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณ แสดงว่า ต้องเอาแนวความคิดเรื่อง "ความยั่งยืน" ไปใส่ไว้ในกฎหมายและงบประมาณเป็นลำดับแรก

- คนในสังคมตีความหมายของ "การพัฒนาอย่างยั่งยืน" ไปต่าง ๆ นานา แตกต่างกันบ้าง เหมือนกันบ้าง สนับสนุนไปด้วยกันได้บ้าง ขัดแย้งกันบ้าง ซึ่งจะต้องหาจุดร่วมที่เป็นทิศทางเดียวกัน หรือมีพื้นฐานอย่างเดียวกันให้ได้ ซึ่งไม่มีความจำเป็นจะต้องมีความหมายเหมือนกันทุกประการ แต่จะต้องไม่ขัดแย้งกันจนเกิดปัญหา และที่สำคัญคือต้องเป็นความหมายที่มาจากพื้นฐานของวิถีไทย ไม่ใช่ลอกมาจากประเทศอื่น แล้วมาครอบหรือตีขลุมเอาเองว่าประเทศไทยต้องคิดแบบเดียวกับเขา แต่จะต้องสร้างความหมายของการพัฒนอย่างยั่นยืนที่สอดคล้องกับบริบทและตัวตนของคนไทย

- อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ มีนักวิชาการท่านหนึ่งบอกว่า ในประเทศอเมริกา กลายเป็นภาคเอกชนเป็นผู้ผลักดันด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยแนวความคิด CSR (Corperate Social Responsibility) โดยเอามาเป็นประเด็นเพื่อแข่งขันกันทางธุรกิจ เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันคู่แข่งมีความสามารถเทียบเท่ากันทุกอย่างจนไม่มีประเด็นที่จะเอาชนะกันได้แล้ว ก็เลยต้องหาช่องทางการเอาชนะในรูปแบบใหม่ โดยเอากระแสโลกร้อนและความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อมมาเป็นจุดขาย

นั่งฟังความเห็นต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ ก็เกิดคำถามขึ้นกับตนเองว่า มนุษย์ต้องการการพัฒนาอย่างยั่งยืนจริง ๆ หรือ เป็นเพราะว่าสถานการณ์ในปัจจุบันทำให้การมีพฤติกรรมอย่างไม่ยั่งยืนแล้ว "แพงกว่า" การมีพฤติกรรมอย่างไม่ยั่งยืนแค่นั้นแหละ เพราะที่เขาพูดกัน ก็พูดแต่ว่า ทำอย่างนู้นอย่างอย่างนี้แล้วประหยัดกว่าไม่ทำ เช่น ใช้วัสดุกันความร้อนแล้วประหยัดค่าไฟฟ้าลง การมีบ้านอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าทำให้ลดค่าเดินทางลง ก็คงเพราะทุกคนคิดแต่ Out-of-Pocket Cost หรือต้นทุนที่ตัวเองต้องจ่ายเป็นหลัก เมื่อคิดได้ดังนั้น ก็เลยได้ข้อสรุปที่ถ่ายทอดออกมาจากสันดานของคนมองโลกในแง่ร้ายอย่างผู้เขียนว่า ไอ้กระแส "การพัฒนาอย่างยั่งยืน" และ "การเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม" ก็เป็นแค่เรื่องลวงโลกที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นมาโดยกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการเปิดตลาดใหม่ของวัสดุอุปกรณ์ที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเท่านั้นแหละ ผู้บริโภคไม่ได้สนใจหรอกว่าพฤติกรรมของฉันจะทำลายสิ่งแวดล้อมและไม่ยั่งยืนแค่ไหนก็ตาม แต่ขอให้ฉันจ่ายเงินน้อยลง แต่ยังคงมีพฤติกรรมแบบเดิมได้เท่านั้นเอง เมื่ิอคิดได้ดังนั้น ผู้เขียนจึงเขียนบนกระดาษว่า "Bull Shit" ตัวใหญ่ ๆ วางไว้บนโต๊ะแล้วเดินคอตกกลับบ้านไปนอนเปิดแอร์เบอร์ห้าให้ตัวเองเย็นสบาย แล้วปล่อยความร้อนผ่าน Condensing Unit ไปสู่สภาพแวดล้อมเมืองเหมือนเดิม

Sunday, May 4, 2008

"ความหมายของการเปิดไฟสูง" กับ "ความปลอดภัย" และ "ความหมายแห่งวัฒนธรรม"

การสื่อสารของมนุษย์ทำได้หลายวิธี ทั้ง การใช้ภาษา สัญลักษณ์ ท่าทาง สีหน้า ฯลฯ ซึ่งขึ้นกับสถานการณ์และข้อจำกัดทางสภาพแวดล้อมต่าง ๆ สำหรับด้านการจราจรซึ่งผู้สัญจรอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่จำกัด จึงต้องมีการสื่อสารแบบที่เห็นได้อย่างชัดเจน ไม่ต้องใช้เสียงเข้ามาประกอบ และในกรณ๊ที่ต้องการสื่อสารในเวลาที่ไม่มีแสงธรรมชาติมากนัก ก็จำเป็นต้องใช้สัญลักษณ์ทางแสงเข้ามาเกี่ยวข้อง

สัญลักษณ์ทางการสัญจรส่วนใหญ่จะเป็นสากล อาจเป็นรูปแบบเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน เพื่อลดข้อจำกัดด้านภาษา ทั้งความเข้าใจและพื้นที่ในการสื่อสาร แต่มีการให้สัญญาณอย่างหนึ่งที่ประเทศไทยแตกต่างในทางตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับการเข้าใจความหมายของประเทศอื่น ๆ ในโลก นั่นคือความหมายของ "การเปิดไฟสูง" ที่เป็นการสื่อสารว่า ไม่ให้เธอไป เพราะฉัน (ผู้เปิดไฟสูง) จะไปนะ ในขณะที่สัญญาณ "การเปิดไฟสูง" ในต่างประเทศ คือ การให้ทาง เป็นการอนุญาตให้อีกฝ่ายหนึ่งไปได้ ฉัน (ผู้เปิดไฟสูง) จะหยุดให้เธอไปก่อน

สำหรับประเด็นด้านความปลอดภัยของการเปิดไฟสูง มีเหตุผลเพียงพอที่จะอธิบายว่าการให้สัญญาณไฟสูงแบบประเทศไทยมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุมากกว่าวิธีการของประเทศตะวันตก ซึ่งสามารถอธิบายได้ดังนี้
- การเปิดไฟสูงแบบไทย (ผู้ให้สัญญาณเป็นผู้จะไป ไม่อนุญาตให้ผู้รับสัญญาณไปได้) ผู้ให้สัญญาณไฟสูงจะขับขี่ด้วยความเร็วอยู่แล้ว ซึ่งต้องระมัดระวังมากกว่าปกติ ยังต้องมีภาระมาเปิดไฟสูงอีก อีกทั้งยังต้องพึ่งพากับความเสถียรของการเปิดไฟอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลากลางวัน ผู้ให้สัญญาณไฟสูงจะทราบได้อย่างไรว่า ไฟสูงของตนเองใช้งานได้ดี และผู้ที่เป็นเป้าหมายรับสัญญาณไฟสูงได้รับสัญญาณที่ให้ออกไปอย่างถูกต้อง
- การเปิดไฟสูงแบบตะวันตก (ผู้ให้สัญญาณอนุญาตให้ผู้รับสัญญาณไปได้) ผู้ที่ขับขี่ด้วยความเร็วสูงไม่ต้องมีภาระเพิ่มจากการต้องให้สัญญาณกับอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่มีปัญหาการสื่อสารถ้าไฟสูงเสียเพราะผู้ให้สัญญาณหยุดอยู่กับที่

สำหรับประเด็นด้านวัฒนธรรม ความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงตรงนี้ถูกตีความหมายในเชิงวัฒนธรรมที่กลับทิศทางกัน
- สำหรับวัฒนธรรมไทย พลเมืองทำอะไรได้ทุกอย่างถ้าไม่ถูกห้าม ดังนั้น ถ้าจะไม่ให้ทำอะไรก็ต้องมีการห้ามปราม ส่งผลให้สิ่งที่เป็นระเบียบสังคมแบบไม่เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น วิถีประชา จารีตประเพณี ไม่สามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องพึ่งพากฏหมายที่มีบทลงโทษถ้าไม่ทำตามข้อห้ามเพียงอย่างเดียวเท่านั้น นำไปสู่การเกิดวัฒนธรรมศรีธนญชัย ที่จะต้องมีการตีความอย่างเข้าข้างตนเองมากมาย เช่น คนที่ประกาศห้ามมีอำนาจหน้าที่ในการห้ามหรือเปล่า การห้ามอย่างนี้เกี่ยวข้องกับฉันด้วยหรือไม่ ฯลฯ เกิดวิถีแบบใครดีใครได้ คนที่มีชั้นเชิงและลูกเล่นมากกว่าก็เอาเปรียบคนอื่น ๆ ได้ จะกอบโกยเอาประโยชน์เข้าตัวมากเท่าไหร่ก็ได้ถ้าหาช่องทางให้ไม่ถูกห้ามได้
- สำหรับวัฒนธรรมตะวันตก จะทำอะไรได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตให้ทำเท่านั้น โดยมีพื้นฐานอยู่บนความเป็นอยู่ที่ดีของพลเมืองเป็นสำคัญ ดังนั้น ทุกคนจะทราบว่าฉันมีสิทธิ์ทำอะไรได้บ้าง และสิทธิ์นั้นเท่าเทียมกันทุกคน ไม่อนุญาตให้ศรีธนญชัยมาตีความว่าใครคนใดคนหนึ่งจะมีสิทธิ์มากกว่าคนอื่น ๆ ส่งผลให้เกิดความเท่าเทียมกันจากรากฐาน และส่งผลให้เกิดการกระจายการพัฒนาอย่างเท่าเทียมกัน เพราะทุกคนมีสิทธิอย่างเท่าเทียมกันเป็นกรอบที่อนุญาตให้มาตั้งแต่ต้นแล้ว

พอนั่งคิดเสร็จก็กลับมานั่งกลุ้มใจว่าผู้เขียนคิดมากเกินไปหรือเปล่า กับไอ้แค่ความแตกต่างของการให้สัญญาณไฟสูงแค่นี้ ตีความไปใหญ่โต มันอาจเป็นแค่การเริ่มต้นที่แตกต่างกัน แล้วก็กลายเป็นการใช้งานที่แตกต่างกัน ไม่เกี่ยวกับรากฐานของความคิดแต่อย่างใดก็ได้

วิกฤติพลังงานและอาหารมีพื้นฐานจากวิกฤติทางจริยธรรม

ผู้เขียนเคยวิพากษ์มาหลายครั้งเกี่ยวกับวิกฤติพลังงานและวิกฤติอาหารในแง่มุมต่าง ๆ และเมื่อพอพิจารณาให้ถึงรากของปัญหาแล้วสามารถแยกสาเหตุของปัญหาออกเป็นสองส่วน
- ส่วนแรกคือสาเหตุอันเกิดจากกระบวนการผลิตที่ไม่สอดคล้องกับ Demand และ Supply ที่แท้จริง ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เมื่ออุปสงค์กับอุปทานไม่สอดคล้องกันก็เกิดปัญหา อันนี้ยังเห็นแนวทางในการแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็น Demand-side Strategy ที่แก้หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่จะช่วยลดการใช้ทรัพยากรที่ขาดแคลน เช่น ลดการเดินทางที่ใช้น้ำมัน เปลี่ยนมากินกาแฟดำไม่ต้องใส่น้ำตาล เป็นต้น หรือ Supply-side Strategy คือการเพิ่มปริมาณของสิ่งที่ขาดแคลนให้เพิ่มขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น เพิ่มการผลิตน้ำมัน เพิ่มพื้นที่เพาะปลูกข้าวและอ้อย เป็นต้น ซึ่งปัญหาในส่วนแรกนี้เป็นเรืองตรงไปตรงมา ไม่ซับซ้อน เห็นกับชัด ๆ ว่าปริมาณสิ่งที่มนุษย์ต้องการกับสิ่งที่มนุษย์ผลิตได้ไม่สอดคล้องกัน ก็ทำให้มันสอดคล้องเท่านั้น
- ส่วนที่สองคือสาเหตุอันเกิดจากจริยธรรมของมนุษย์ ที่มุ่งที่จะกอบโกยผลประโยชน์เข้าสู่ตนเองและพรรคพวก คนอื่นจะเดือดร้อนอย่างไรฉันไม่สนใจ ดังนั้น เมื่อเห็นว่าเกิดวิกฤติพลังงานและอาหาร คนกลุ่มนี้ก็หาทางทำให้ตนเองได้ประโยชน์ ยกตัวอย่างเช่น กองทุนต่าง ๆ เมื่อเห็นว่าราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นสูง ผนวกกับเศรษฐกิจของประเทศอเมริกามีปัญหา ก็ถอนเงินออกจากหน่วยลงทุนในอเมริกา มาสู่ตลาดน้ำมันด้วยการซื้อแบบล่วงหน้า ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นไปอีก เพราะมี Demand ที่ไม่มีความต้องการในการใช้จริงเข้ามาเพิ่มกับ Demand ใช้จริงที่มากกว่า Supply อยู่แล้ว ทีการประเมินไว้ตอนที่น้ำมันดิบบาร์เรลละ ๑๑๐ ดอลลาร์ว่า ราคาตาม Demand จริงอยู่ที่แปดสิบกว่าเหรียญเท่านั้น ส่วนต่างอีกเกือบสามสิบเหรียญเกิดจากการเก็งกำไร นั่นหมายความว่า เราใช้น้ำมันในราคาที่เกินกว่าที่ควรจะเป็นถึงร้อยละ ๓๐ ซึ่งพฤติกรรมการเก็งกำไรไม่ได้มีอยู่แต่ในตลาดน้ำมันเท่านั้น ตลาดสินค้าอื่น ๆ ก็เป็นแบบเดียวกัน

ผู้เขียนมีความเห็นว่าปัญหาส่วนที่สองเป็นเรื่องวิกฤติกว่าวิกฤติใด ๆ ทั้งสิ้น มนุษย์ยอมรับได้กับสาเหตุของปัญหาส่วนที่หนึ่ง ที่มี Supply น้อยเมื่อเที่ยบกับ Demand แล้วทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้นตามกลไกตลาด แต่สาเหตุจากจริยธรรมเป็นเรื่องทีสังคมยอมรับไม่ได้ เพราะเป็นการได้ผลประโยชน์ที่ไม่ใช่ภาคการผลิตที่แท้จริง (Real Sector) แต่เกิดจากการบิดเบือนกลไกตลาด สร้างความต้องการที่เกินกว่าความต้องการที่แท้จริง คนที่ต้องการใช้จริง ๆ ไม่มีโอกาสได้ใช้สินค้าเหล่านั้นเพราะมีคนที่ไม่ต้องการใช้เอาไปเก็บไว้จนสินค้าขาดตลาดและมีราคาสูงเกินกว่าที่ผู้ที่มีรายได้ไม่มากนักจะซื้อหามาใช้งานได้ และผลกระทบไม่ได้จบแค่นั้น แต่ยังส่งผลกระทบไปถึงความแตกต่างระหว่างรายได้ ชนชั้น กลุ่มบุคคล ไปถึงการต่อต้านระบบทุนนิยม และความขัดแย้งในระดับโลก

lonewolf ตอบปัญหาหัวใจ

ท่านเจ้าของ Blogspot ที่ผู้เขียนอาศัยพื้นที่ของเขาเขียนบ่นเรื่อยเปื่อยมาปีกว่า ๆ เขาได้มี feature ที่ให้ผู้อ่านสามารถเขียนคอมเมนต์หรือฝากข้อความไว้ให้กับผู้เขียนได้ด้วย ซึ่งผู้เขียนเองไม่ค่อยได้ไปดูเท่าไหร่ ไม่ใช่เพราะไม่สนใจ แต่เพราะไม่ค่อยมีคนคอมเมนต์ ดังนั้น ผู้อ่านท่านใดกรุณาแสดงความเห็นให้กับผู้เขียนจึงมักถูกทิ้งเอาไว้เป็นเวลานาน กว่าผู้เขียนจะไปอ่านเจอ แถมส่วนใหญ่เป็นพวกโฆษณาเวปโป๊ที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษ ส่วนคอมเมนต์ที่ให้กำลังใจ แสดงความเห็น ขอสมัครอ่านบล็อก ผู้เขียนน้อมรับด้วความเคารพและยินดียิ่ง

เมื่อวันที่ ๑๖ เมษายนที่ผ่านมา มีผู้อ่านท่านหนึ่งได้โพสข้อความสอบถามความแตกต่างระหว่าง "เศรษฐศาสตร์กระแสหลัก" กับ "เศรษฐศาสตร์เมือง" ว่าต่างกันอย่างไร ก่อนจะตอบคำถามนี้ผู้เขียนขอออกตัวก่อนว่า ผู้เขียนไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ เพียงแค่เรียนวิชาเศรษฐศาสตร์เพียงไม่กี่วิชา เนื่องจากสาขาที่เรียนต้องเอาความรู้ทางเศรษฐศาสตร์เข้ามาประกอบด้วย จึงไม่แน่ใจว่าจะตอบได้ชัดเจนนัก แต่จะพยายามอย่างดีที่สุด

เรื่องความแตกต่างระหว่าง "เศรษฐศาสตร์กระแสหลัก" กับเ "เศรษฐศาสตร์เมือง" เป็นความแตกต่างกันของวิธีการแบ่งประเภท โดยหลักแล้วจะแบ่งชนิดของเศรษฐศาสตร์ออกเป็น ๒ ชนิด คือ
- เศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ได้แก่พวก คลาสสิก นีโอคลาสสิก เคนเนเซียน
- เศรษฐศาสตร์ทางเลือก ได้แก่พวกแนวมาร์กซ จอร์เจียน ฯลฯ

ส่วน "เศรษฐศาสตร์เมือง" เป็นการเอา "เมือง" มาเป็นเป้าหมายหรือที่รองรับของแนวความคิดทางเศรษฐศาสตร์ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเลือกพื้นที่สำหรับกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะ Optimize ที่สุดในเชิงเศรษฐศาสตร์ เช่น หาคำตอบว่าจะตั้งโรงงานอุตสาหกรรมใกล้แหล่งวัตถุดิบหรือใกล้ตลาดหรือใกล้แหล่งแรงงานจึงจะ Opitmize ทีสุด "เศรษฐศาสตร์เมือง" มีหลายทิศทางจะเป็น "ชนิดของเศรษฐศาสตร์" ใดก็ได้ บางเมืองใช้เศรษฐศาสตร์เมืองแบบกระแสหลัก (ในอเมริกา) ส่วนบางเมืองก็ใช้เศรษฐศาสตร์ทางเลือก (ในยุโรป)

โดยสรุปก็คือ ความแตกต่างระหว่าง "เศรษฐศาสตร์เมือง" กับ "เศรษฐศาสตร์กระแสหลัก" อยู่ที่วิธีการพิจารณาแบ่งประเภทนั่นเอง

ไหน ๆ แล้ว ก็จะเล่าให้ฟังต่อไปว่า คนไทยมักคุ้นเคยกับเศรษฐศาสตร์เมืองแบบนีโอคลาสสิก (กระแสหลัก) ที่ให้ความสำคัญกับทุนนิยมและเทคโนโลยี แต่มีหลายประเทศในโลกที่พัฒนาได้อย่างดีด้วยเศรษฐศาสตร์ทางเลือก เช่น ประเทศเยอรมนีมีพื้นฐานอยู่บนเศรษฐศาสตร์แนวมาร์กซ กลายเป็นระบบสังคมนิยมประชาธิปไตยแบบรัฐสวัสดิการที่ประสบความสำเร็จ มีขีดความสามารถในการแข่งขันเทียบเคียงได้กับประเทศอื่น ๆ ที่มีพื้นฐานอยู่บนเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเช่นกัน

ปล. แนวความคิดของมาร์กซไม่ใช่ "คอมมิวนิสต์" แบบที่เราตีความ "คอมมิวนิสต์" ที่ต่อต้านรัฐบาลกลางในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมาก แต่เป็น "คอมมูนิซึ่ม" ที่ให้ความสำคัญกับความกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม ซึ่งการกระจายรายได้สามารถทำได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม แนวความคิดของมาร์กซถูกตีความไปต่าง ๆ นานา เช่น สตาลิน เลนิน และเหมา ตีความเป็น "คอมมิวนิสต์" ที่ชนชั้นชาวนาคือหัวใจของการพัฒนาประเทศ ส่วนในเยอรมนีและยุโรปเหนือ แนวความคิดของมาร์กซถูกตีความเป็น "รัฐสวัสดิการแบบประชาธิปไตย"

Saturday, April 26, 2008

การเล่นหวยในประเทศไทย ควรได้รับการยกระดับให้เป็น "อาชีพเล่นหวย" อย่างเป็นทางการ

นี่ก็เข้าวันที่ ๒๖ เมษายนแล้ว อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันหวยออก วันที่ประชาชนชาวไทยจำนวนมากรอคอย ด้วยความหวังว่าจะร่ำรวยมีโชคถูกรางวัลทั้งจากหวยบนดินและใต้ดินหลายหลายประเภทที่หน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐได้นำเสนอให้ ถ้าลองไปสอบถามผู้เล่นหวยทั้งหลายว่าคาดหวังแค่ไหนกับการถูกรางวัล ก็มักจะได้คำตอบว่าเล่นสนุก ๆ เล็กเล็กน้อยน้อยเท่านั้น แต่พอถามยอดเงินที่ใช้จ่ายกับการเล่นหวยเข้า ก็พบว่าไม่น้อยเลยเมื่อเทียบกับรายได้ของผู้ซื้อ

ถ้าตีความว่าการเล่นกีฬาอะไรสักอย่าง ก็จะถูกแบ่งออกเป็นประเภท "สมัครเล่น" กับ "อาชีพ" ซึ่งแตกต่างกันด้วยความทุ่มเทและความพยายามที่ให้กับการเล่นนั้น ๆ นักเล่นหวยมักจะตีความตนเองว่าเป็นแค่พวก "สมัครเล่น" เนื่องจากไม่ได้เล่นทุกวันและมีอาชีพการงานอย่างอื่นที่ทำเป็นหลัก ซึ่งลักษณะแบบนี้เป็นลักษณะของนักเล่นล็อตเตอรี่ตามหลักการที่ทั่วโลกใช้กัน คือ ภาครัฐออกล็อตเตอรี่เพื่อระดมเงินไปใช้ในทางสาธารณะ โดยใช้วิธีให้คนมาเสี่ยงโชคและเอารายได้มาจ่ายคืนบางส่วน โดยที่คนซื้อก็ซื้อเป็นครั้งคราวตามแต่งวดของล็อตเตอรี่ว่าจะออกช่วงไหน แต่สำหรับนักเล่นหวยในประเทศไทยแล้ว พฤติกรรมการเล่นหวยต่างจากชาติอื่น ๆ ตรงที่มีความพยายามที่จะได้มาซึ่งเลขเด็ด ไม่ว่าจะเป็นการตีความหมายของความฝัน การไปหาเจ้าแม่เจ้าพ่อตามสำนักต่าง ๆ การไปขอเลขเด็ดจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือสิ่งประหลาดต่าง ๆ ทั้ง คน พืช สัตว์ และสิ่งของ แม้แต่พระสงฆ์องคเจ้าเองก็ยังเข้ามาอยู่ในวังวนแห่งการเล่นหวย ด้วยพฤติกรรมที่มีความพยายามเหล่านี้ทำให้การเล่นหวยในประเทศไทยมีต้นทุนและแรงงานที่ต้องใช้เพื่อการละเล่นมากกว่านักเล่นหวยในประเทศอื่น ๆ จึงมีคนนักเล่นหวยจำนวนหนึ่งที่ทุ่มเทกับการหาเลขเด็ดจนงานประจำกลายเป็นงานอดิเรก ยกระดับเป็นนักเล่นหวย "มืออาชีพ" นักเล่นหวยเหล่านี้มักจะเป็นผู้มีรายได้น้อยที่ประกอบอาชีพอิสระ เช่น แม่ค้า พ่อค้า หาบเร่แผงลอย พวกเขาเหล่านี้ไม่ได้มีความหวังที่จะมีชีวิตอยู่ได้ด้วยรายได้ประจำที่ได้จากการประกอบอาชีพปกติ จะไปทำอย่างอื่นก็ประเมินตนเองว่าไม่มีความรู้ ทุนทรัพย์ และความพยายามมากพอที่จะทำได้ การเล่นหวยจึงเป็นทางออกที่เขาคิดว่าดีที่สุดที่พวกเขาจะทำให้เงยหน้าอ้าปากขึ้นมาได้ พวกเขามีความหวังว่าถ้าถูกหวยรางวัลใหญ่ขึ้นมาสักครั้งจะได้เงินไปลงทุนมีอาชีพที่ดีกว่าที่พวกเขาทำอยู่ในปัจจุบัน แต่พอถูกเข้าจริง ๆ ก็เอาไปใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยจนเงินหมดในเวลาอันสั้น ไม่ได้นำมาเป็นทุนในการประกอบอาชีพแต่อย่างใด แล้วสุดท้ายก็กลับมาเป็นนักเล่นหวยมืออาชีพเหมือนเดิม ด้วยความหวังแบบเดิม เป็นวงจรอุบาทว์ที่คนจำนวนมากหนีจากมันออกไปไม่ได้

บทความนี้แม้ว่าจะจั่วหัวเอาไว้ถึง "นักเล่นหวยมืออาชีพ" แต่ก็ไม่ได้ต้องการให้มีอาชีพนี้แต่อย่างใด เพียงแต่อยากแสดงมุมมองอีกด้านหนึ่ง ที่ภาครัฐและนักวิชาการทีั้งหลายมักจะไม่ให้ความสนใจ พวกเขามัวแต่คิดว่าจะออกหวยอย่างไรจึงจะไม่มีการล็อก ทำอย่างไรจะมีสัดส่วนของรางวัลให้มากขึ้น โดยเอาวิธีการของต่างชาติมาอ้างว่า ผมได้ดูงานมาเขาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ จนลืมศึกษาถึงพฤติกรรมการเล่นหวยและล็อตเตอรี่ของคนไทย ผู้เขียนไม่สนใจหรอกว่าจะออกหวยอย่างไร ใครจะล็อกหรือโกง รางวัลที่หนึ่งจะได้กี่ล้าน แต่สนใจว่าคนที่เล่นหวยเขามีพฤติกรรมอย่างไร แล้วมันถูกต้อง คุ้มประโยชน์กับประเทศชาติหรือไม่ ไม่ต้องมาอ้างว่า ประเทศอื่น ๆ เขามีแล้วเราต้องมีตาม เพราะเราไม่เหมือนคนอื่นและคนอื่นก็ไม่เหมือนเรา

Saturday, April 12, 2008

ความล้มเหลวของระบบขนส่งสาธารณะบนรางในกรุงเทพมหานคร

หลายคนคงคิดว่าไอ้นี่ท่าจะบ้า เมื่อผู้เขียนประกาศว่า “ระบบขนส่งสาธารณะบนรางที่มีอยู่ในกรุงเทพมหานครล้มเหลว” จะล้มเหลวได้อย่างไร ในเมื่อยอดรวมของผู้โดยสารก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ผนวกกับราคาค่าพลังงานก็แพงขึ้นทุกวัน แต่ผู้เขียนก็ยังยืนยันความเห็นเดิม เพราะเมื่อพิจารณาในแง่ของผลประโยชน์ที่มีต่อเมืองแล้วกลับล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาจราจรอย่างคุ้มค่ากับต้นทุนที่เกิดกับเมือง เช่น มลพิษทางทัศนวิสัย พื้นที่ทางเท้า ค่าเสียโอกาส เป็นต้น

ต้นเหตุแห่งความล้มเหลวเกิดจากการวางตำแหน่งทางการตลาดของระบบขนส่งสาธารณะบนราง ที่กำหนดตนเองเป็น “ทางเลือกใหม่” ของการเดินทาง แต่ไม่ได้กำหนดตนเองให้เป็น “การสัญจรหลัก” ซึ่งจะต้องตั้งเป้าหมายเพื่อจะให้บริการทุกคน ทุกระดับรายได้ในเมือง โดยมีเป้าหมายเพื่อประโยชน์กับส่วนรวมเป็นหลัก ผลประโยชน์ต่อผู้ให้บริการระบบขนส่งมวลชนเป็นรางเป็นเรื่องรอง แต่การมุ่งเป็น “ทางเลือกใหม่” มีเหตุผลด้านผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับผู้ให้บริการเป็นสำคัญ ดังนั้นจึงต้องตั้งราคาในระดับที่ผู้ให้บริการสามารถดำรงอยู่ได้ ทำให้ต้องจับกลุ่มลูกค้าระดับรายได้ปานกลาง ส่วนกลุ่มรายได้ต่ำไม่สามารถจ่ายค่าโดยสารระบบขนส่งมวลชนบนรางได้ ผลจากการวางตำแหน่งทางการตลาดดังกล่าว ทำให้ระบบขนส่งมวลชนบนรางไม่สามารถตอบสนองทุกกลุ่มรายได้ในเมือง ส่งผลให้ยังคงต้องมีรถประจำทางล้อยาง (รถเมล์) วิ่งทับเส้นทางเดียวกันกับระบบขนส่งมวลชนบนรางเพื่อทำหน้าที่ให้บริการกับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ส่วนกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางขึ้นไปก็ไปใช้ระบบรางบนเส้นทางเดียวกัน ด้วยพฤติกรรมดังกล่าวทำให้ผลประโยชน์ที่ระบบขนส่งมวลชนบนรางควรจะให้กับเมืองน้อยกว่าที่ควรจะเป็น แทนที่จะลดปริมาณรถประจำทางล้อยางบนเส้นทางที่ระบบขนส่งมวลชนบนรางวิ่งอยู่ได้ แล้วไปเพิ่มในพื้นที่อื่น ๆ ที่อยู่นอกเขตให้บริการของระบบขนส่งมวลชนบนราง โดยทำหน้าที่เป็น Feeder เพื่อนำประชากรที่อยู่ห่างจากสถานีระบบขนส่งมวลชนบนรางเกินกว่าระยะเดินเท้า เป็นการขยายขอบเขตการให้บริการของระบบขนส่งมวลชนบนราง เพื่อให้เป็นระบบหลักของเมืองอย่างแท้จริง ลดปริมาณยานพาหนะล้อยางบนเส้นทางหลักที่มีปัญหาการจราจรมากอยู่แล้ว และทำให้เกิดความคุ้มค่ากับสิ่งที่พลเมืองต้องเสียไปเพื่อให้ระบบขนส่งมวลชนบนรางมาตั้งอยู่ในเมือง

วิธีการที่ควรจะนำมาใช้เพื่อจัดการระบบขนส่งมวลชนในเมืองขนาดใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร คือการบริหารจัดการแบบบูรณาการและให้จัดเก็บค่าบริการร่วมกัน (ตั๋วโดยสารใบเดียวกับทุกยานพาหนะ) โดยมีองค์กรกลางเป็นผู้ควบคุมการให้บริการ ทำหน้าที่วางแผนเส้นทางและบริการ กำหนดราคา จัดสรรรายได้ให้กับผู้ให้บริการหลากหลายรายที่ให้บริการอยู่ในพื้นที่เป้าหมาย องค์กรกลางนั้นมีรูปแบบได้หลากหลายตามความเหมาะสม ไม่ได้มีรูปแบบตายตัว อาจเป็นเอกชนรายใดรายหนึ่งที่ทำหน้าที่เดินรถอยู่แล้ว หรือเป็นเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะในการจัดการ หรืออาจเป็นหน่วยงานของรัฐก็ได้ แต่เชื่อได้ว่าสำหรับวิถีไทยคงทำแบบนี้ไม่ได้ เพราะการจัดการระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพต้องการความโปร่งใสในการดำเนินการและสามารถตรวจสอบได้จากสาธารณชน ซึ่งไม่ใช่ “สันดาน” ของคนไทยแต่อย่างใด ก็เลยต้องทนใช้ของที่มีประสิทธิภาพสูงแต่ใช้งานได้แค่ครึ่งเดียวของประสิทธิภาพจริงต่อไป

Thursday, April 3, 2008

ปริญญางมงาย มหาลัยงมเงา

เมื่อหลายวันก่อนมีคนถามผู้เขียนว่า "ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะเรียนคณะอะไรในมหาวิทยาลัย" ผู้เขียนนั่งคิดอยู่นาน จนคนถามบอกว่า ถามเล่น ๆ คิดคำตอบนานอย่างกับจะตัดสินใจซื้อบ้าน แล้วผู้เขียนก็ได้คำตอบให้กับตนเองว่า "จะไม่เข้ามหาวิทยาลัยเลยคงจะดีกับชีวิตมากกว่า" จึงกลายเป็นประเด็นร้อนในการถกเถียงกันในโต๊ะอาหาร เมื่อผู้เขียนเปิดประเด็นให้คนทะเลาะกันแล้ว ตนเองก็นั่งเงียบ ๆ เรียบเรียงความคิดตัวเองใหม่ ว่าทำไมจึงคิดว่าจะไม่เข้าเรียนอะไรเลย ก็ได้ข้อสรุปดังนี้

๑. การศึกษาของเราจำกัด "ทางเลือก" ของผู้เรียน แต่กลับให้ความสำคัญกับ "ระดับการศึกษา" มากกว่า "ความรู้ที่เหมาะสม" กลายเป็นว่าทุกคนต้องจบปริญญาตรีจึงจะสามารถทำงานได้ แต่หลักการของการศึกษา คือ เรียนเพื่อเอาไปใช้ทำงาน มีงานเป็นร้อยเป็นพันอย่างที่ไม่ต้องการความรู้ถึงระดับปริญญาตรี แต่ตอนนี้ต้องรับคนจบปริญญาตรีเข้าไปทำงาน ในทางที่ถูกที่ควรคือ ตั้งแต่จบการศึกษาภาคบังคับ ทุกคนก็ต้องสามารถเติบโตไปในทางที่ตนเองต้องการได้ ไม่ว่าจะจบมัธยมศึกษาแล้วไปทำงานเลย หรือ จะเรียนต่อ แต่ละเส้นทางต้องมีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตได้เช่นกัน ไม่ใช่จะต้องจบปริญญาตรีเท่านั้น

๒. การศึกษาของเราจำกัด "ความคิดสร้างสรรค์" ของผู้เรียน ด้วยการกำหนดมาตรฐานการศึกษา แล้วเข้มงวดกับมันมากเกินไป จนทุกคนที่จบมาเหมือนกันหมด มีความคิดแบบเดียวกัน แต่งตัวเหมือนกัน มีทัศนคติกับการทำงานและผลตอบแทนเหมือนกัน ฯลฯ แต่สิ่งที่การศึกษาควรจะให้ คือการให้ความรู้พื้นฐานที่จำเป็นเท่ากันทุกคน แล้วให้ผู้เรียนแต่ละคนเอาไปงอกเงยและพัฒนาด้วยพื้นฐาน ความต้องการ และวิถีชีวิตของตนเอง ซึ่งผู้สอนในประเทศไทยมีทัศนคติอย่างนี้น้อยเหลือเกิน ส่วนใหญ่จะบอกว่าผู้เรียนต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ตามทัศนคติของผู้สอน แต่ไม่เคยคิดเลยว่า ผู้เรียนอยากได้อะไร

๓. การศึกษาของเรา "ไม่สนใจความต้องการที่แท้จริงของสังคม" ลองไปสืบค้นดูได้ว่าอาจารย์ใหม่ที่รับเข้ามาในมหาวิทยาลัย คือ อาจารย์ที่ "เก่งในสายตาของอาจารย์" ดังนั้น อาจารย์ใหม่ก็เหมือนอาจารย์เก่าทุกอย่าง เป็นแบบจำลองสืบทอดกันมา แต่ไม่เคยมองความหลากหลายและการเปลี่ยนแปลงตามวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป การเรียนการสอนก็เลยเป็นแบบเดิมหรือปรับแต่งจากแบบเดิมเพียงเล็กน้อยเป็นหลัก ในขณะที่ความคิดในวิธีการเรียนการสอน และสาขาที่ต้องการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว นักเรียนก็ยังเรียนแบบเดิม คิดแบบเดิม ใครคิดแบบใหม่กลายเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ ไม่ถูกต้อง

๔. การบริหารการศึกษากลายเป็น "เรื่องผูกขาด" เส้นทางการเติบโตทางการงานของอาจารย์มหาวิทยาลัย คือการมีงานบริหารมากขึ้นเรื่อย ๆ จนได้เป็นคณบดีหรืออธิการบดี สุดท้ายก็เสียอาจารย์ดี ๆ ที่มีความรู้ความสามารถทางการเรียนการสอนไป แล้วได้ผู้บริหารห่วย ๆ รู้แต่เรื่องการเรียนการสอนในคณะตนเอง และมีความสามารถทางการเมือง มาเป็นผู้บริหารที่มุ่งแต่หาเงินเข้าคณะและภาควิชาตนเอง โดยไม่สนใจว่า หน้าที่หลักของอาจารย์มหาวิทยาลัยคือ การสอนหนังสือ โดยการปรับปรุงความรู้ความสามารถของตนเองอยู่เสมอ

ตอนนี้คิดออกแค่ ๔ ข้อก่อน แต่ก็คงเกินพอที่จะสนับสนุนความคิดที่จะไม่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยของผู้เขียนได้แล้ว ผู้เขียนเชื่อว่า สังคมไทยในปัจจุบันให้ความสำคัญกับปริญญามากเกินไป ตอนนี้กลายเป็นว่าจะต้องจบถึงปริญญาโท ลองคิดดูว่าชีวิตคนหนึ่งคนเสียเวลากับการศึกษาตั้งแต่เกิดจนจบปริญญาโทถึง ๒๕ ปี เหลือเวลาทำงานอีกแค่ ๓๕ ปี แทนที่จะทำงานตั้งแต่อายุ ๑๖ ปี แล้วมีเวลาเรียนรู้ที่ตรงกับความต้องการของชีวิตโดยผ่านการทำงาน

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนคงจะไม่เห็นด้วยกับผู้เขียน ซึ่งพวกที่ไม่เห็นด้วยก็มักจะอ้างว่าประเทศอื่น ๆ ทีพัฒนาแล้วมีคนจบปริญญาตรีเยอะ ซึ่งผู้เขียนยืนยันว่าไม่จริง ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เขาให้ความสำคัญกับทางเลือกของผู้เรียนเป็นอย่างมาก เมื่อจบภาคบังคับแล้ว คุณจะไม่เรียนแล้วไปทำงานเลยหรือจะเข้าเรียนสายอาชีพ ก็จะเติบโตเป็นผู้บริหารที่มีความเชี่ยวชาญตรงกับงานที่เขาทำ เพราะผ่านงานมาตั้งแต่ตำแหน่งต่ำสุดมาจนถึงระดับสูงสุดขององค์กร ส่วนคนที่เข้ามหาวิทยาลัย คือ คนที่ต้องการจะเป็นนักวิชาการ ไม่ใช่นักปฏิบัติที่เชี่ยวชาญแต่อย่างใด แต่ก็ช่างมันเหอะ ผู้เขียนก็ไม่ได้เรียนสูงอะไรนักหนา พวกที่เรียนสูง ๆ มาอ่านตรงนี้เข้า เขาก็คงด่าผู้เขียนว่าเป็นพวกองุ่นเปรี้ยว ไม่ได้เรียนสูง ๆ ก็เลยมาหาเหตุผลบอกว่าการเรียนสูง ๆ ไม่ดี แต่ผู้เขียนก็ยังยืนยังความคิดที่ว่า สำหรับการศึกษาระดับอุดมศึกษาในประเทศไทย มันคือ "ปริญญางมงาย มหาลัยงมเงา"

Monday, March 24, 2008

"วิกฤติพลังงาน" แก้ไขไม่ได้ด้วย "พลังงานทดแทน"

ปัญหาสำคัญของมวลหมู่มนุษยชาติในปี ๒๐๐๘ และต่อ ๆ ไป คือ วิกฤติพลังงาน ที่สืบเนื่องมาจากน้ำมันเชื้อเพลิงในรูปแบบต่าง ๆ กำลังจะหมดไปจากโลก อีกทั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับหนึ่ง (จีน) และอันดับสอง (อินเดีย) ทำให้เกิดความต้องการการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นมาทำให้ความขาดแคลนยิ่งเลวร้ายลงไปอีก จากปัญหาดังกล่าวทำให้เกิดแรงผลักดันในการคิดค้น "พลังงานทดแทน" ขึ้นมาเพื่อเอามาใช้ทั้งในครัวเรือน การขนส่ง และอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น ก๊าซธรรมชาติ (LPG และ CNG) น้ำมันแก๊สโซฮอล น้ำมันไบโอดีเซลบีต่าง ๆ กัน เป็นต้น รวมไปถึงการพัฒนาพลังงานในรูปแบบอื่น ๆ เช่น ถ่านหิน น้ำ ลม แสงอาทิตย์ และนิวเคลียร์ ซึ่งพลังงานทดแทนเหล่านี้ถูกคาดหวังว่าจะนำมาใช้แทนน้ำมันได้ในอนาคตอันใกล้

แต่ก็มีนักคิดกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่งที่มองว่า การแก้ไขปัญหาวิกฤติพลังงานด้วยพลังงานทดแทนไม่ใช่ทางออกที่มีประสิทธิภาพ แถมยังไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนอีกด้วย ช่างติดตั้งแก๊สรถยนต์บอกผู้เขียนว่า คนที่ติดแก๊สรถยนต์ ตอนแรกคิดว่าเมื่อติดแก๊สแล้วจะเสียค่าพลังงานลดลง แต่เอาเข้าจริง ๆ กลับเสียเงินเท่าเดิมหรือมากขึ้นเสียอีก เพราะคิดว่าค่าพลังงานต่อหน่วยถูกลงแล้ว ก็เลยเดินทางมากขึ้นกว่าเดิม ปรากฏการณ์นี้เทียบเคียงได้กับปรากฏการณ์ Tripple Convergence ด้านมาตรการการจราจร ที่ระบุว่ามาตรการการจราจรที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการด้านอุปทาน เช่น การขยายหรือสร้างถนนเส้นใหม่ จะส่งผลให้ผู้เดินทางเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวมากขึ้น (Modal Convergence) เดินทางในช่วงเวลาเร่งด่วน (Time Convergence) และในพื้นที่ที่มีการจราจรติดขัด (Spatial Convergence)

จากปรากฏการณ์ดังกล่าวเมื่อนำมาเทียบเคียงกับนโยบายด้านพลังงานที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับพลังงานทดแทนเป็นหัวหอก แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า รัฐบาลมีพื้นฐานความคิดว่า ให้ประชาชนเดินทางเท่าเดิม ในรูปแบบเดิมทุกอย่าง เพียงแต่ให้ค่าพลังงานถูกลงเท่านั้น ซึ่งเป็นความคิดที่ Static ไม่ได้มีความ Dynamic ที่จะสามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้เลย คิดแต่ว่าผลิตน้ำมันไบโอดีเซลบีห้าได้หนึ่งล้านลิตรต่อวัน จะประหยัดเงินลงไปได้เท่าไหร่ โดยคิดจากฐานปริมาณการใช้งานในปัจจุบันเท่านั้น ไม่ได้คิดว่า เมื่อราคาน้ำมันไบโอดีเซลถูกลง พฤติกรรมการขนส่งและการเดินทางจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แล้วจึงมาคิดว่าต้องการปริมาณน้ำมันเท่าไหร่ ในราคาเท่าไหร่ ด้วยวิธีการผลิตแบบใด แล้วจบลงว่ามันคุ้มหรือไม่ที่จะผลักดันไบโอดีเซลบีห้า

นักคิดกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มนี้มีความคิดว่า ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางและการขนส่งของมนุษย์เป็นฐานในการแก้ปัญหาพลังงาน แล้วเอาเรื่องพลังงานทดแทนมาเป็นประเด็นเสริม สิ่งที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมได้คือเศรษฐศาสตร์เมือง ที่กำหนดที่ตั้งของกิจกรรมและการใช้ประโยชน์ที่ดินต่าง ๆ ด้วยหลักการทางเศรษฐศาสตร์ และค่าเดินทางก็เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งของเศรษฐศาสตร์เมือง มาตรการที่คาดว่าน่าจะประสบความสำเร็จในเบื้องต้น เช่น Compact City, Road Pricing ฯลฯ ซึ่งมุ่งใช้ราคามาเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมการเลือกที่ตั้งของกิจกรรมและรูปแบบการเดินทาง และนำเอามาตรการเหล่านี้มาพิจารณาว่า จะใช้พลังงานแบบใดจึงจะคุ้มประโยชน์มากที่สุด ซึ่งเป็นกระบวนการคิดที่กลับทิศทางกับที่รัฐบาลไทยกำลังทำอยู่ (มุ่งเอาค่าพลังงานเป็นตัวตั้ง โดยมีเป้าหมายว่าคนต้องมีพฤติกรรมการเลือกที่ตั้งและรูปแบบการเดินทางแบบเดิม) เชื่อไหมว่า นักการเมืองคิดแบบนี้ไม่ได้หรอก เพราะจะคิดแบบนี้ได้ ต้องเป็นกลุ่มคนที่มีแนวความคิดว่า "เอาประโยชน์ของส่วนรวมและประเทศชาติเป็นที่ตั้ง" ซึ่งไม่ใช่สันดานของนักการเมืองแต่อย่างใด

Sunday, March 16, 2008

"เมืองการค้าชายแดน" กับอนาคตที่สดใสจริงหรือ

ผู้เขียนได้มีโอกาสไปหานโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาเชิงพื้นที่ของประเทศไทยที่จัดขึ้นโดยหน่วยงานต่าง ๆ หลากหลายกันไป โดยมีเป้าหมายอยู่ที่เมืองที่อยู่บริเวณชายแดนติดต่อกับประเทศต่าง ๆ เช่น หนองคาย เชียงแสน มุกดาหาร อรัญประเทศ เบตง สุไหงโกลก ฯลฯ ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยมีความได้เปรียบดุลการค้าอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด จึงควรสนับสนุนความได้เปรียบนั้นต่อไป โดยพัฒนาเมืองเหล่านั้นให้เป็นตลาดการค้าระหว่างประเทศเพื่อพักสินค้าแล้วขายต่อไปโดยมีมูลค่าเพิ่ม

แต่เมื่อลองมาพิจารณาถึงอนาคตด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ทำให้เกิดข้อสงสัยในการพัฒนาเมืองการค้าชายแดนเหล่านั้น ว่าในอนาคตจะยังมี "การค้าชายแดน" อยู่หรือเปล่า แน่นอนว่าการค้าระหว่างประเทศต้องยังมีอยู่ เพราะแต่ละประเทศมีทรัพยากรและสินค้าที่แตกต่างกัน แต่มีความจำเป็นจะต้องไปหยุดสินค้าและกระจายไปอีกครั้งที่เมืองชายแดนหรือเปล่า ซึ่งดูเหมือนว่าในอนาคตการพักเพื่อลดขนาดในการขนส่ง หรือ repacking เพื่อรวมกับสินค้าประเภทอื่น ๆ ไม่น่าจะเกิดที่ชายแดนอีกต่อไป อีกทั้งนโยบายความร่วมมือระหว่างประเทศที่พยายามจะกำจัดรอยต่อทางการค้าระหว่างพรมแดน ที่ทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้นโดยไม่จำเป็นให้หมดไป ในอนาคตการค้าระหว่างประเทศน่าจะเป็นการสั่งตรงจากผู้ผลิตแล้วส่งไปยังลูกค้าหรือผู้กระจายสินค้าในประเทศผู้ซื้อโดยตรง ด้วยระบบการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Logistics) ที่มีประสิทธิภาพ ไม่จำเป็นต้องหยุดระหว่างทางที่จะให้ต้นทุนสูงขึั้นโดยไม่จำเป็นอีกต่อไป อีกทั้งเมืองการค้าชายแดนยังไม่ได้ตั้งอยู่ในตำแหน่งที่จะรวบรวมและกระจายสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพเสียอีก เช่น อำเภออรัญประเทศเป็นเมืองการค้าชายแดน แต่เมืองที่อยู่ในตำแหน่งที่จะรวบรวมและกระจายสินค้าได้ดีที่สุดคือ กบินทร์บุรี เพราะเป็นจุดตัดระหว่างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๓ (ตะวันออก-ตะวันตก) กับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๐๔ (เหนือ-ใต้)

ถ้าสมมติฐานของผู้เขียนถูกต้อง จะไม่มีเมืองการค้าชายแดนอีกต่อไป แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับเมืองการค้าชายแดน คำตอบแบบกำปั้นทุบดินก็คือ ต้องไปหาอย่างอื่นทำ และที่มีศักยภาพสูงก็คือ การผลิตด้านอุตสาหกรรมที่มีการขนส่งวัตถุดิบข้ามประเทศ เช่น การนำเอาผลผลิตทางการเกษตรที่เพาะปลูกในประเทศเพื่อนบ้านในลักษณะ Contract Farming แล้วขนส่งมาผลิตขั้นสุดท้ายที่เมืองชายแดนของประเทศไทย เพราะประเทศไทยมีความได้เปรียบด้านเทคโนโลยี คุณภาพแรงงาน และการขนส่งไปสู่ตลาดต่างประเทศที่ดีกว่า การค้าระหว่างประเทศจะเป็นเรื่อง "ระหว่างประเทศ" ที่แท้จริง คือ ผลิตจากแหล่งผลิตที่ไหนก็ได้ในประเทศหนึ่ง แล้วส่งต่อไปยังที่ไหนก็ได้ในอีกประเทศหนึ่ง โดยไม่ต้องอาศัยเมืองการค้าชายแดนมาเป็นข้อต่ออีกต่อไป แต่เชื่อไหมว่า หน่วยงานที่รับผิดชอบคิดเรื่องนี้ไม่ได้หรอก ไม่ใช่เพราะมีบุคคลากรที่ด้อยความสามารถ แต่เขาต้องเอาความสามารถไปทำอย่างอื่นเพื่อให้ได้ยศตำแหน่งก้าวหน้า ช่างมันเหอะ ประเทศไทยไม่ได้เป็นของผู้เขียนเพียงคนเดียว ใครเห็นด้วยกับความคิดของผู้เขียนก็เอาไปเรียกร้องกันเองบ้างเหอะ

"คดีรถเรือ-ดับเพลิง" กับเกมชิงความได้เปรียบทางการเมือง

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวคดีรถ-เรือดับเพลิงได้ขึ้นมาเป็นข่าวร้อนของสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมในเมืองหลวง ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มที่เป็นผู้นำทางความคิดของประเทศ ด้วยประเด็นที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ควงคู่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะออกมาประกาศพักการทำงาน หลังจากที่ คตส.ชี้ว่าผู้ว่าฯ อภิรักษ์ มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีทุจริตดังกล่าว สังคมคนเมืองออกมาชื่นชมการตัดสินใจของผู้ว่าฯ ในขณะที่พรรคพลังประชาชนต้องออกมาปกป้องตัวเองเป็นพัลวัน เพราะมีนักการเมืองระดับแกนนำพรรคหลายคนที่มีคดีเทียบเคียงได้กับคดีของผู้ว่าฯ ไล่ตั้งแต่ตัวนายกฯ สมัคร และรัฐมนตรีอีก ๓ คน (คดีหวยบนดิน) ซึ่งนักการเมืองเหล่านี้ถูกสังคมเมืองประณามว่าไร้ยางอาย ไม่มีจริยธรรม ฯลฯ

ผู้เขียนติดตามเรื่องนี้ด้วยความตื่นเต้น เพราะนี่คือเกมการชิงความได้เปรียบทางการเมืองที่มีเดิมพันสูงทีเดียว โดยพรรคประชาธิปัตย์เอาระดับรองหัวหน้าพรรคที่มีศักยภาพสูงมาเสี่ยงด้วยยุทธการ "ม้าแลกขุน" เพื่อผลักแรงกดดันที่พรรคประชาธิปัตย์จะต้องแบกรับผ่องถ่ายไปสู่พรรคพลังประชาชน ด้วยข้อหาด้อยจริยธรรมทางการเมือง แต่พรรคพลังประชาชนก็แก้เกมด้วยการถามย้อนกลับว่า "ทำไมไม่ลาออกเลยล่ะ" เพราะการพักงาน ก็คือยังคงมีอำนาจเหมือนเดิม เพราะผู้มารักษาการแทนก็คือรองผู้ว่าฯ ซึ่งก็เป็นคนก๊กเดียวกันนั่นแหละ ผู้ว่าฯ ก็เลยต้องเปลี่ยนจากพักงานเพื่ออำนาจต่อรองเฉย ๆ เป็นการลากิจ ๓๐ วัน ซึ่งรัฐมนตรีว่าการมหาดไทยก็ไม่อนุมัติเสียอีก

เรื่องนี้เป็นการชิงเไหวพริบเพื่อความได้เปรียบในฐานเสียงคนเมืองอย่างชัดเจน การพักงานก็เพื่อกดดันพรรคพลังประชาชน ผู้ว่าฯ เองก็ไม่กล้าลาออกให้เลือกตั้งกันใหม่ เพราะกลัวออกแล้วจะไม่ได้กลับมาอีก (เชื่อว่า สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน ผู้ว่าฯ จะลงสมัครอีกสมัย เพราะออกมาตอนนี้ก็ไม่มีที่ลงที่เหมาะสมกับก้าวที่ใหญ่กว่าต่อไป) พรรคพลังประชาชนก็ไม่คิดจะพักงานนักการเมืองระดับแกนนำของตนเองอยู่แล้ว เพราะแค่หายไป ๑๑๑ คน ก็หาคนที่สังคมพอจะยอมรับได้มาทำงานยากอยู่แล้ว การเคลื่อนไหวของผู้ว่าฯ อภิรักษ์มีเป้าหมายเพื่อยึดฐานเสียงกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่เอาไว้ให้แน่น เพราะเมื่อพลังประชาชนได้เป็นรัฐบาล ความได้เปรียบของการปกครองข้าราชการทำให้พลังประชาชนถือไพ่เหนือกว่า และเริ่มรุกเข้ามีชิงความได้เปรียบในเมืองมากขึ้นเรื่อย ๆ พรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องหาช่องมารักษาฐานเสียงสำคัญของตนเอง

ดังนั้น การเคลื่อนไหวของทั้งสองพรรคจึงเป็นเรื่องการเมืองเท่านั้น ไม่ได้มีใครคิดถึงจริยธรรม บรรทัดฐาน หรือคุณธรรมแต่อย่างใด พวกเราคนธรรมดาก็ควรดูเหมือนกับดูหนังดูละคร อย่าเอาตัวเข้าไปเกี่ยวข้อง สนับสนุน เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มันเป็นสถานการณ์ทางการเมืองที่บังคับให้ทั้งสองพรรคต้องทำอย่างที่แต่ละฝ่ายทำอยู่ ลองกลับกัน ให้ประชาธิปัตย์เป็นพรรครัฐบาล แล้วพลังประชาชนเป็นพรรคฝ่ายค้านแต่ท่านเฉลิมเป็นผู้ว่าฯ กทม. พรรคพลังประชาชนก็จะให้ท่านเฉลิมพักงาน ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ก็จะไม่ยอมให้ท่านอภิสิทธ์ ท่านเทพเทือก ฯลฯ ที่เป็นรัฐมนตรีแถวหน้าพักงานเหมือนกันนั่นแหละ ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ประชาชนและประเทศชาติก็จะเป็นผู้เสียหายอยู่ดี เพราะสันดานนักการเมืองก็คิดแต่ประโยชน์ของตนเองนั่นแหละ

Monday, February 25, 2008

"ทำบุญ ๙ วัด" ในช่วงเทศกาล เรื่องที่อาจได้ไม่คุ้มเสีย

กระแสการทำบุญในช่วงเทศกาลต่าง ๆ กำลังเป็นที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง หลายจังหวัด หลายภูมิภาค พยายามส่งเสริมและโฆษณาการทำบุญในลักษณะดังกล่าว เพื่อให้ส่งเสริมพระพุทธศาสนาและจิตใจของบุคคล อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวอีกด้วย ซึ่งในกรุงเทพฯ ก็มี ๙ วัดที่อยู่ในโปรโมชั่นนี้ ได้แก่ ๑.วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ๒.วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) ๓.ศาลหลักเมืองกรุงเทพฯ ๔.วัดอรุณราชวราราม (วัดแจ้ง) ๕.ศาลเจ้าพ่อเสือ ๖.วัดระฆังโฆสิตาราม ๗.วัดสุทัศนเทพวราราม ๘.วัดชนะสงคราม และ ๙.วัดกัลยาณมิตร ซึ่งผู้คนนิยมเดินทางกันไปทำบุญให้ครบทั้ง ๙ วัดภายใน ๑ วัน โปรโมชั่นแบบเดียวกันนี้ ในบางจังหวัด ได้มีการจัดทำบัตรและตราประทับไปไว้ตามวัดต่าง ๆ ในเครือข่าย เพื่อให้ผู้แสวงบุญได้ประทับตราให้ครบเพื่อเอาไว้อวดคนอื่นหรือเก็บไว้เป็นที่ระลึกก็ได้

ถ้าพิจารณาโปรโมชั่น "ทำบุญ ๙ วัด" แค่ประเด็นของการทำบุญและการพัฒนาจิตใจอย่างเดียว ก็คงจะเป็นโปรโมชั่นที่ดี น่าสนับสนุน แต่เมื่อพิจารณาถึงผลกระทบภายนอก (Externalities) ของโปรโมชั่นนี้อาจจะต้องคิดใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความปลอดภัยทางการจราจร เพราะการทำบุญให้ครบ ๙ วัด ใน ๑ วัน ก่อให้เกิดการเดินทางแบบเร่งด่วนจำนวนมาก ในวันที่มีรูปแบบการเดินทางพิเศษ คือการเดินทางในวันหยุด และในบางเทศกาล เช่น ปีใหม่ หรือ สงกรานต์ จะมีผู้ขับขี่ยานพาหนะที่เมาเหล้า และผู้ไปทำบุญเองส่วนใหญ่ก็ไม่คุ้นเคยกับเส้นทางอาจมีการเข้าช่องผิด หยุดกระทันหัน ฯลฯ ซึ่งเสี่ยงอุบัติเหตุมากกว่าการเดินทางปกติ แถมยังต้องรีบเร่งให้ทำบุญได้ครบใน ๑ วัน ไม่งั้นโปรโมชั่นหมด จะไม่ได้บุญเสียเปล่า ๆ รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ต้องมาคอยจัดการการจราจรให้บริเวณใกล้เคียงกับวัดเหล่านี้ ทั้ง ๆ ที่วันหยุดเทศกาลก็งานยุ่งมากอยู่แล้ว ผลกระทบภายนอกเหล่านี้ไม่ค่อยมีใครอยากพูดถึงเท่าไหร่ เพราะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์จากค่าทำบุญ ค่าจอดรถ ค่าพลังงาน ฯลฯ อีกเป็นจำนวนมาก ก็ปล่อยให้ประชาชนเสี่ยงชีวิตและทรัพย์สินต่อไป ทำบุญเป็นหน้าที่ของชาวพุทธ เสี่ยงชีวิตก็ช่างมันของให้ฉันได้ขึ้นสวรรค์ด้วยการทำบุญ ๙ วัดใน ๑ วันก็พอแล้ว

ปัญหาลิขสิทธิ์กับหนังสือพิมพ์ในประเทศไทย


เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว (๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑) ผู้เขียนได้พบภาพถ่ายที่เอามาโพสลงในบล็อกนี้ ถูกตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน โดยที่ไม่มีการติดต่อขออนุญาตใด ๆ จากผู้เขียนเลย ผู้เขียนจึงส่งอีเมล์ไปหาบรรณาธิการมติชน ดังนี้

เรียนบรรณาธิการหนังสือพิมพ์มติชนรายวันและคุณสาโรจน์ มณีรัตน์

ตามที่หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ หน้า ๒๐ คอลัมน์ "ความคิดที่ออกแบบได้" เรื่อง "มุมที่แตกต่าง" โดยสาโรจน์ มณีรัตน์
ได้มีการตีพิมพ์ภาพประกอบบทความดังกล่าว เป็นภาพของคนกำลังขึ้นรถเมล์บริเวณถนนสีลม และหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวได้ถูกจำหน่ายเพื่อการพาณิชย์ไปตามปกติ

ข้าพเจ้า เจ้าของเวปบล็อก http://citycritics.blogspot.com เป็นเจ้าของภาพถ่ายนั้น โดยข้าพเจ้าเป็นผู้ถ่ายภาพนั้นด้วยตนเอง
และได้โพสภาพดังกล่าว และเขียนข้อความประกอบลงในบล็อกของข้าพเจ้าที่ http://citycritics.blogspot.com/2007/02/blog-post_3135.html เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐
แต่ปรากฏว่า ข้าพเจ้ามิได้รับการติดต่อใด ๆ ทั้งสิ้นจากสำนักพิมพ์มติชนหรือผู้เขียนคอลัมน์ดังกล่าวเพื่อขออนุญาตนำภาพถ่ายของข้าพเจ้าไปตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ของท่าน
จึงขอให้ผู้รับผิดชอบในเรื่องดังกล่าวได้ติดต่อข้าพเจ้าเพื่อชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยด่วน


และที่ผู้เขียนได้รับตอบกลับมาก็คือ

เรียน เจ้าของเวปบล็อก http://citycritics.blogspot.com เจ้าของภาพป้ายรถเมล์

ต้องเรียนขอโทษด้วยที่ได้นำภาพมาลงโดยมิได้อ้างอิงแหล่งที่มา
กองบรรณาธิการ มติชน จะลงชี้แจงแหล่งที่มาของภาพอีกครั้งในหน้าวันอาทิตย์ฉบับวันที่ 24
กุมภาพันธ์ 2551 หน้า 20

จึงเรียนมาเพื่อทราบ
บรรณาธิการข่าว มติชน


แต่ในความเห็นของผู้เขียน มันไม่ใช่แค่การเอาภาพไปใช้โดยไม่อ้างอิง แต่เป็นการนำไปใช้เพื่อการพาณิชย์ จึงตอบกลับไปดังนี้

เรียนบรรณาธิการข่าวมติชน

ตามที่ท่านได้ส่งอีเมล์ขออภัยและชี้แจงเหตุผลมานั้น
ผมคิดว่าควรจะมีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งนอกเหนือจากการสัญญาว่าจะลงที่มาให้เท่านั้น
เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่แค่การนำภาพไปลงโดยไม่ได้อ้างแหล่งที่มา
แต่ผมเข้าใจว่า มันเป็นประเด็นเรื่อง มติชนรายวัน ได้ใช้ภาพของผมไป "เพื่อการพาณิชย์"
และเป็นการนำไปใช้โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพก่อนการนำไปใช้ในการหาผลประโยชน์เชิงพาณิชย์
จึงควรมีการชี้แจงและเจรจากันในรายละเอียดมากกว่าการลงแหล่งที่มา

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

เจ้าของเวปบล็อก http://citycritics.blogspot.com


อย่างไรก็ตาม ข้อเรียกร้องของผู้เขียนก็ไม่ได้รับการตอบสนองแต่อย่างใด ไม่มีการตอบกลับอีเมล์ใด ๆ ทั้งสิ้น และหนังสือพิมพ์มติชนรายวันฉบับวันอาทิตย์ที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ หน้า ๒๐ มุมขวาล่างสุด ก็มีข้อความในกรอบเล็ก ๆ เขียนไว้ว่า

"ตามที่หนังสือพิมพ์มติชนฉบับที่ 17 กุมภาพันธ์ 2551 คอลัมน์ "ความคิดออกแบบได้" ได้นำเสนอรูปคนกำลังขึ้นรถเมล์ ซึ่งได้นำมาจากเวบบล็อก http://citycritics.blogspot.com ซึ่งยังไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของ ทางเจ้าของคอลัมน์ จึงขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย"

ในความรู้สึกของผู้เขียน ยังตะขิดตะขวงใจอยู่มาก เนื่องจากหนังสือพิมพ์มติชนก็ยังไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เขียนอยู่ดี การเขียนข้อความขออภัยเป็นเรื่องที่ดี แต่ประเด็นปัญหาก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข หนังสือพิมพ์ก็ควรแบกรับต้นทุนในการหารูปถ่ายของตนเอง อาจจะมีคลังภาพ หรือศูนย์ข้อมูลที่มีการคำนึงถึงลิขสิทธิ์อย่างถูกต้อง ไม่ใช่หารูปเอาจากเสริขเอนจิ้น แล้วถ้าเจ้าของเขาไม่เจอก็แล้วไป ถ้าเจอเข้าก็แค่เขียนขออภัยเท่านั้นหรือ ผู้เขียนควรจะทำอย่างไรต่อไปดี